วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

มารู้จักกล้วยไม้กันหน่อย


กล้วยไม้

          ดอกกล้วยไม้มีกลีบดอกอยู่    ชุดๆละ ๓ กลีบ ซ้อนแบบสลับกันอยู่ ๒ ชั้น   ขณะที่ดอกยังตูมอยู่     ชุดหนึ่งจะหุ้มอยู่ภายนอก  เมื่อดอกบาน    กลีบดอกชุดนี้จะรองรับอยู่ด้านหลังของดอก   ในวงการกล้วยไม้นิยมเรียกว่า  กลีบนอก (sepals) ส่วนอีกชุดหนึ่งซึ่งมี ๓ กลีบ เช่นเดียวกัน  แต่ในขณะที่ดอกยังตูมอยู่   จะถูกกลีบนอกห่อหุ้มไว้ภายใน   เมื่อดอกบานจะอยู่ด้านหน้าเรียกว่า   กลีบใน (petals)
          ในขณะที่ดอกบานเต็มที่  กลีบนอกกลีบหนึ่งจะชี้หรือตั้งขึ้นด้านบน   เรานิยมเรียกกันว่า  กลีบนอกบน  (dorsal  sepal ก.๑)ส่วนกลีบนอกอีก ๒ กลีบนั้น  ชี้ออกทางด้านข้างหรือเฉียงลงข้างล่าง  มีลักษณะและสีเหมือนกันทั้งคู่   เราจึงเรียกว่า   กลีบนอกคู่ล่าง (lateral sepals ก.๒, ก.๓)  นอกจากดอกกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี ซึ่งมีกลีบนอกคู่ล่างแฝดติดกัน  และชี้ลงด้านใต้ของดอก  ในทางวิชาการพฤกษศาสตร์ เราเรียกกลีบนอกคู่ล่างที่แฝดติดกันนี้ว่า synsepalum (ก.๒-๓)    เราสามารถสรุปได้ว่ากลีบนอกของกล้วยไม้ทั้ง  ๓ กลีบนี้  อาจมีลักษณะและสีสันเหมือนกันทั้งหมดก็ได้   หรือกลีบนอกบนกลีบเดียวที่มีลักษณะและสีสันแตกต่างออกไปแล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้   ส่วนกลีบนอกคู่ล่างทั้งคู่จะต้องมีสีสันและลักษณะเหมือนกันเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ชนิดใดก็ตาม  เราจึงเรียกว่า  กลีบนอกคู่ล่าง

          ในบรรดากลีบในทั้ง  ๓ กลีบนั้น  เนื่องจากเป็นชุดของกลีบซึ่งอยู่สลับกับกลีบนอก   ดังนั้น   จะมีกลีบในคู่หนึ่ง  (ข.๒,ข.๓)ชี้ออกทางด้านข้างของดอก   หรือเฉียงขึ้นข้างบนข้างละกลีบ กลีบในคู่นี้มีลักษณะและสีสันเหมือนกัน  ถ้ามองดูจากด้านหน้าของดอกกล้วยไม้จะรู้สึกว่า   กลีบในแต่ละข้างอยู่ระหว่างกลีบนอกบนกับกลีบนอกที่อยู่ด้านข้าง      อาจมีกล้วยไม้บางชนิดซึ่งมีกลีบในทั้งคู่ชี้ออกมาทางด้านหน้าของดอกด้วย   ส่วนกลีบในอีกกลีบหนึ่ง   หรือกลีบที่  ๓ (ข.๑) นั้นชี้ลงด้านล่าง หรือยื่นออกมาทางด้านหน้าของดอกด้วย   กลีบในกลีบนี้มีลักษณะสีสันและรายละเอียดต่างๆ แตกต่างออกไปจากกลีบในคู่ที่กล่าวมาแล้วโดยสิ้นเชิง      ดังนั้น  ในด้านวิชาการจึงมีชื่อเรียกเฉพาะไว้ว่าlabellum   ส่วนคำสามัญนั้นนิยมเรียกกันว่า  lip  ภาษาไทยเรียกว่า  "ปาก" หรือ   "กระเป๋า"  ปากเป็นคำที่นิยมใช้กันมากกว่า  ดังนั้น  เมื่อมีการเรียกส่วนของดอกกล้วยไม้ว่า "ปาก" ในหลักการย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า  คือกลีบในกลีบที่ ๓ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากกลีบอื่นๆ นั่นเอง
          ก. ๑ กลีบนอกบน
          ก. ๒ และ ก. ๓ กลีบนอกคู่ล่าง
          ข. ๑ กลีบในล่าง ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ปากหรือกระเป๋า
          ข. ๒ และ ข. ๓ กลีบใน มี ๑ คู่


          ดอกกล้วยไม้เป็นดอกไม้สมบูรณ์เพศ   มีอวัยวะเพศตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน   และอยู่บนชิ้นส่วนที่เป็นหลักชิ้นเดียวกันด้วย   ตรงศูนย์กลางด้านหน้าของดอกจะมีชิ้นส่วนนี้ยื่นออกมา  ซึ่งเราเรียกว่า   "เส้าเกสร" (column)  ตรงปลายเส้าเกสรนี้มีลักษณะเป็นโพรงและมีฝาครอบ    หากเปิดฝาครอบออกก็จะได้พบเกสรตัวผู้ (pollinia) อยู่ภายใน  เม็ดเกสรตัวผู้มีจำนวนเป็นคู่แล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้    แต่ละเม็ดประกอบขึ้นจากเกสรตัวผู้จำนวนมากมายประสานเป็นเนื้อเดียวกัน    เม็ดเกสรตัวผู้ของกล้วยไม้บางชนิด     มีก้านซึ่งมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่นได้  บริเวณด้านใต้ของปลายเส้าเกสรนั้น มีลักษณะเป็นแอ่งและมีน้ำซึ่งข้นคล้ายแป้งเปียกอยู่ในแอ่งนี้  เราเรียกว่า "ปลายเกสรตัวเมีย"(stigma) ระหว่างโพรงที่อยู่ของเกสรตัวผู้กับปลายเกสรตัวเมียที่มีเยื่อบางๆ กั้นไว้
          โคนของเส้าเกสรซึ่งเป็นศูนย์รวมของกลีบทุกกลีบของดอกกล้วยไม้นั้น   เชื่อมโยงเป็นชิ้นเดียวกันกับก้านดอก   (pedicel)ซึ่งอยู่ด้านหลัง  และส่วนของก้านดอกที่อยู่ถัดจากกลีบดอกออกไปทางด้านหลังนี้เองคือ รังไข่ของตัวเมีย  (ovary)  ภายในเป็นโพรงและมีไข่อยู่เป็นจำนวนมาก   ถ้าหากปลายเกสรตัวเมียได้รับการผสมโดยเม็ดเกสรตัวผู้    และถ้าการผสมเริ่มบังเกิดผล กลีบดอกจะเริ่มเหี่ยว   และก้านดอกส่วนที่อยู่ใกล้กลีบดอก และมีลักษณะเป็นร่องยาวของก้านดอก ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นรังไข่ของตัวเมีย  ก็จะขยายตัวเจริญขึ้นเป็นฝักของกล้วยไม้   ถ้าการผสมระหว่างเชื้อตัวผู้และไข่ของตัวเมียภายในรังไข่สมบูรณ์เป็นปกติภายในฝักก็จะมีเมล็ดกล้วยไม้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมายหลายแสนเมล็ด  เมื่อเมล็ดแก่จัด  จะหลุดจากผนังของฝักรวมๆ กันอยู่มีลักษณะเป็นผงละเอียดมาก   หากผนังฝักมีรอยร้าวหรือแตกเมื่อใด   เมล็ดเหล่านี้ก็จะปลิวไปตามกระแสลมได้
          ฝักกล้วยไม้นับตั้งแต่ผสมเกสรจนถึงฝักสุก  ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ    เดือนไปจนถึงประมาณ  ๒ ปี   สุดแล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้  อาทิเช่น   กล้วยไม้ในสกุลสแพโทกลอตทิส ซึ่งพบขึ้นอยู่ตามโขดหินในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย  และในเขตดินแดนมาเลเซียนั้น  มีอายุฝักประมาณ   ๓๐  วัน กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย (Vanda   coerulaea)   ซึ่งพบอยู่ตามธรรมชาติในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย  และประเทศใกล้เคียง   มีอายุฝักตั้งแต่เริ่มผสมเกสรจนถึงฝักสุกประมาณ  ๑๕-๑๘ เดือน   กล้วยไม้สกุลหวายเดนโดรเบียมและสกุลคัทลียา   รวมทั้งแวนดาลูกผสมต่างๆ ที่นิยมผสมและเลี้ยงกันอยู่ในประเทศไทยนั้น   มีอายุฝักตั้งแต่ผสมจนถึงฝักสุกผิดเพี้ยนกันไประหว่าง ๓-๘  เดือน โดยทั่วๆ ไปแล้วในกล้วยไม้สกุลเดียวกัน  ฝักของกล้วยไม้ลูกผสมจะมีอายุสั้นกว่ากล้วยไม้ป่าหรือกล้วยไม้พันธุ์แท้      ความผิดเพี้ยนของสภาพแวดล้อมที่กล้วยไม้ขึ้นอยู่    ก็มีส่วนทำให้อายุของฝักกล้วยไม้แปรเปลี่ยนไปได้พอสมควรเช่นกัน

          แม้ว่ากล้วยไม้จะเป็นพันธุ์ไม้ประเภทเดียวกันกับพืชจำพวกข้าวและหญ้าก็ตาม  แต่เมล็ดกล้วยไม้ก็มีองค์ประกอบหลักที่ไม่เหมือนกับพืชเหล่านั้น    เมล็ดพืชทั่วๆไปจะมีองค์-ประกอบหลักอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันคือ   เปลือกเมล็ด   เชื้อที่จะงอกและเจริญขึ้นมาเป็นต้นอ่อน  และอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อในขณะที่กำลังงอกและยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้  แต่เมล็ดกล้วยไม้มีเพียง    ส่วนเท่านั้นคือ  เปลือกเมล็ดกับเชื้อที่จะงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน     ดังนั้น  เมล็ดกล้วยไม้จึงไม่สามารถจะงอกได้ด้วยตัวเอง  แม้ว่าจะมีสภาพแวดล้อมต่างๆเหมาะสมก็ตาม
          จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเชื้อราจำพวกหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกรวมๆว่า "ไมคอไรซา" (Mycorhiza) ช่วยให้อาหารแก่เชื้อ  และเมื่อต้นกล้วยไม้เจริญเลี้ยงตัวเองได้แล้ว   เชื้อราประเภทนี้จะอาศัยดำรงชีวิตอยู่ภายในผิวของรากกล้วยไม้ต่อไป   ดังนั้นเราจึงพบว่า    เมล็ดกล้วยไม้ที่งอกในป่าตามธรรมชาติจะกระ-จายอยู่ไม่ไกลจากต้นเดิมมากนัก   บางครั้งก็พบงอกอยู่ใกล้ๆผิวของรากกล้วยไม้ใหญ่    เชื้อราประเภทนี้มีอยู่หลายชนิดด้วยกันบางชนิดก็มีความเหมาะสมกับกล้วยไม้บางกลุ่มบางพวกเท่านั้นดังนั้น  ในการเล่นกล้วยไม้สมัยก่อนๆ ขณะที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญมากนัก  ผู้สนใจกล้วยไม้ในสมัยนั้นได้ใช้วิธีการเพาะเมล็ด กล้วยไม้โดยเลียนแบบธรรมชาติ  คือ นำเมล็ดกล้วยไม้ที่แก่แล้วซึ่งมีลักษณะเป็นผงละเอียดไปหว่านลงบริเวณใกล้โคนต้นแม่พันธุ์      และเนื่องจากเมล็ดกล้วยไม้ที่ได้จากฝักหนึ่งๆ มีเป็นจำนวนแสนเมล็ด      แม้จะได้รับอันตรายไปมากพอสมควร ก็ยังมีบางส่วนที่งอกเป็นต้นขึ้นมาได้      ชีวิตที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติซึ่งกันและกันในธรรมชาติ  เช่น  กล้วยไม้กับเชื้อรานี้ ภาษาวิชาการเรียกว่า "ซิมไบโอซิส" (symbiosis)
          เมื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญขึ้น    มนุษย์จึงได้เรียนรู้วิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้โดยมิต้องอาศัยเชื้อราอีกต่อไปได้มีนักพฤษศาสตร์ชาวยุโรปและอเมริกัน   ประกาศความสำเร็จในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวดแก้ว   โดยใช้วุ้นเป็นพื้นและผสมธาตุอาหารต่างๆ ที่เมล็ดกล้วยไม้ต้องการ  เพื่อการงอกและเจริญเติบโตในระยะหนึ่ง  พร้อมทั้งปรับสภาวะความเป็นกรดของวุ้นอาหารให้เหมาะสมกับการที่เมล็ดและต้นอ่อนของกล้วยไม้นั้นจะสามารถใช้อาหารให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
          การเตรียมวุ้นอาหารจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะปลอดจากเชื้ออื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อจุลินทรีย์ที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าซึ่งปะปนอยู่ในบรรยากาศ   และสิ่งต่างๆทั่วๆไป   มิฉะนั้นแล้วเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็วในวุ้นอาหารของกล้วยไม้ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการงอกของเมล็ดอย่างร้ายแร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น