วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีการคิดค่าไฟฟ้า


การคิดค่าไฟฟ้าด้วยตนเอง

                จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน ส่งผลทำให้หลายบ้านต้องสำรวจและควบคุมค่าใช้จ่าย ในการครองชีพของตัวเองไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ตลอดจนค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าน้ำมันรถ เพื่อให้เพียงพอกับเงินรายได้ที่ตนได้รับ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าไฟฟ้านั้น เรามีวิธีตรวจสอบค่าใช้จ่ายว่า เราใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย จะต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนเงินเท่าไร อีกทั้งยังสามารถหาแนวทางการประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย
ก่อนที่เราจะทราบอัตราค่าไฟฟ้านั้น เราควรจะทราบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ใช้ไฟฟ้าหรือกินไฟเท่าไหร่เสียก่อน โดยสังเกตคู่มือการใช้งานหรือแถบป้ายที่ติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เขียนว่า กำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ (Watt) ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีจำนวนวัตต์มาก ก็กินไฟมากตามไปด้วย ดังนั้นท่านสามารถคำนวณดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านท่านว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชนิดแต่ละชนิดกินไฟกี่วัตต์ และเปิดใช้งานประมาณเดือนละกี่ชั่วโมง หลังจากนั้นท่านก็นำมาคิดคำนวณ ท่านจะทราบว่าในแต่ละเดือนท่านใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วยเพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้
สำหรับการใช้ไฟฟ้า 1 หน่วยหรือ ยูนิต คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ที่ใช้งานใน ชั่วโมง หรือใช้สูตรการคำนวณดังนี้
กำลังไฟฟ้า (วัตต์)ชนิดนั้นๆ  x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ÷1000 x จำนวนชั่วโมงที่ใช้งานใน วัน = จำนวนหน่วยหรือยูนิต
ตัวอย่าง บ้านอยู่อาศัยทั่วไป สมมุติว่าบ้านของท่านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด อย่างดังต่อไปนี้ สังเกตจำนวนวัตต์เพื่อ
คำนวณ การใช้ได้จากป้ายที่ติดหรือคู่มือของเครื่องใช้ไฟฟ้า
1. มีหลอดไฟฟ้าขนาด 40 วัตต์ (รวมบัลลาสต์อีก 10 วัตต์ เป็น 50 วัตต์) จำนวน 10 ดวง เปิดใช้ประมาณวันละ 6 ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 50x10÷1,000x6 = 3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x3)=90 หน่วย
2. หม้อหุงข้าว ขนาด 600 วัตต์ จำนวน ใบ เปิดใช้ประมาณวันละ 30 นาที จะใช้ไฟฟ้าวันละ 600x1÷1000x0.5=0.3 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.3)=9 หน่วย
3. ตู้เย็น ขนาด 125 วัตต์ จำนวน ตู้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงาน ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 125x1÷1000x8= 1 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x1)= 30 หน่วย
4. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 2,000 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดวันละ 12 ชั่วโมง สมมุติคอมเพรสเซอร์ทำงานวันละ ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 2,000x1÷1000x8= 16 หน่วย หรือประมาณดือนละ (30x16)= 480 หน่วย
5. เครื่องปรับอากาศ ขนาด 1,300 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดใช้งานวันละ ชั่วโมง สมมุติคอมเรสเซอร์ทำงานวันละ ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 1,300x1÷1,000x5= 6.5 หน่วย หรือประมาณวันละ (30x6.5) = 195 หน่วย
6. เตารีดไฟฟ้า ขนาด 800 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดวันละ ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 800x1÷1000x1 = 0.8 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.8)= 24 หน่วย
7. ทีวีสีขนาด 100 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดใช้งานวันละ ชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าวันละ 100x1 ÷x3 = 0.3 หรือประมาณเดือนละ (30x0.3) = 9 หน่วย
8. เครื่องทำน้ำอุ่น ขนาด 4,500 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดใช้งานวันละ ชั่วโมงจะใช้ไฟฟ้าวันละ 4,500x1÷1000x1=4.5 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x4.5) = 135 หน่วย
9. เตาไมโครเวฟ ขนาด 1,200 วัตต์ จำนวน เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 30 นาที จะใช้งานวันละ 1,200x1 ÷1000x0.5 = 0.6 หน่วย หรือประมาณเดือนละ (30x0.6) = 18 หน่วย  
ดังนั้นในแต่ละเดือนบ้านของท่านใช้ไฟฟ้าไปทั้งหมดประมาณ 990 หน่วย จากนั้นท่านก็สามารถคำนวณค่าไฟฟ้าของท่านได้ตามอัตราค่าไฟฟ้าดังนี้
อัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากแบ่งออกเป็น ประเภทได้แก่
1. ประเภทมีการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตรา ดังต่อไปนี้ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ค่าไฟฟ้าต่ำสุด
คือ
ไม่มีการใช้ไฟฟ้า
4.67
บาท
หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก
(หน่วยที่ 1-5)
เป็นเงิน
4.96
บาท
10 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 6-15)
หน่วยละ
0.7124
บาท
10 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 16-25)
หน่วยละ
0.8993
บาท
10 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 26-35)
หน่วยละ
1.1516
บาท
65 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 36-100)
หน่วยละ
1.5348
บาท
50 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 101-150)
หน่วยละ
1.6282
บาท
250 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 151-400)
หน่วยละ
2.1329
บาท
เกินกว่า 400 หน่วย
(หน่วยที่ 401เป็นต้นไป)
หน่วยละ
2.4226
บาท
ประเภทปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือนมีอัตราดังต่อไปนี้(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ค่าไฟฟ้าต่ำสุด คือ
ไม่มีการใช้ไฟฟ้า
เดือนละ
83.18
บาท
35 หน่วย(กิโลวัตต์ชั่วโมง)
(หน่วยที่ 1-35)
เป็นเงิน
85.21
บาท
115 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 36-150)
หน่วยละ
1.1236
บาท
250 หน่วยต่อไป
(หน่วยที่ 151-400)
หน่วยละ
2.1329
บาท
เกินกว่า 400 หน่วย
(หน่วยที่401เป็นต้นไป)
หน่วยละ
2.4226
บาท

ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่ากระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันได้เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามการคิดค่าไฟฟ้านั้น มีปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะต้องมาคำนวณด้วย นั้นก็คือค่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกว่าค่า Ft (Energy Adjustment charge) หลายท่านคงสงสัยว่าค่า Ft คืออะไร ความหมายของค่าดังกล่าวคือเป็นตัวประกอบ ที่ใช้ในการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติมีค่าเป็นสตางค์ต่อหน่วยใช้สำหรับปรับค่าไฟฟ้าที่ขึ้นลง ในแต่ละเดือนโดยนำไปคูณ กับหน่วยการใช้ประจำเดือน ค่า Ft ดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบได้จากใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าประจำเดือนนั้นๆ

ตัวอย่างวิธีการคิดค่าไฟฟ้า
สมมุติว่าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 ใช้ไฟฟ้าไป
 990 หน่วย
35 หน่วยแรก

85.21
บาท
115 หน่วยต่อไป
(115x1.1236 บาท)
129.21
บาท
250 หน่วยต่อไป
(250x2.1329 บาท)
533.22
บาท
ส่วนที่เกินกว่า 400 หน่วย
(990-400 = 590 x 2.4226 บาท)
1,429.33
บาท
รวมเป็นเงิน

2,176.97
บาท

คำนวณค่า
 Ft โดยดูได้จากใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จรับเงิน หรือสอบถามจากการไฟฟ้านครหลวง
ตัวอย่าง       ค่า
 Ft มิถุนายน 2541 หน่วยละ 5.45 สตางค์
990 หน่วย x 0.05045 บาท

499.46
บาท
รวมเงิน
2,176.97+499.46 =
2,676.43
บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
= 2,676.43 x 7/ 100 =
187.35
บาท
รวมเป็นเงิน 2,863.78 บาท
ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ
2,863.75
บาท

หมายเหตุ ในกรณีที่คำนวณค่าไฟฟ้าแล้วเศษสตางค์ที่คำนวณได้มีค่าต่ำกว่า 12.50 สตางค์ กฟน. จะทำการปัดเศษลง ให้เต็ม จำนวน ทุกๆ 25 สตางค์ และถ้าเศษสตางค์ มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 12.50 สตางค์ กฟน.จะปัดเศษขึ้นให้เต็มจำนวนทุก ๆ 25 สตางค์
สำหรับตัวอย่างการคิดค่าไฟฟ้าที่ให้มาข้างต้นนี้ท่านสามารถนำไปคำนวณการใช้ไฟฟ้าในบ้านของท่านได้ เพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพนั้น ท่านควรรู้จักเลือกเครื่องไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน และใช้เท่าที่จำเป็นซึ่งจะช่วยให้ท่าน สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก


วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปัญหาการใช้ปริ้นเตอร์Cannon


ปัญหาการใช้ปรินเตอร์cannon
เครื่องแจ้งข้อผิดพลาดเป็น 
-E2 ให้นำกระดาษออกแล้วใส่ใหม่ให้ถูกต้อง แล้วกดปุ่ม  BLACK  หรือ COLOR  เพื่อลองพิมพ์ดู หากไม่หายต้องทำความสะอาดตาเซ็นเซอร์เช็คกระดาษเข้า
-E3    เป็นการแจ้งเตือนว่ามีกระดาษติดอยู่ในเครื่อง(PAPER  JAM )ให้นำกระดาษออก  หรือไม่ก็อาจมีวัสดุขวางทางกระดาษเข้าให้ทำความสะอาดทางเข้าของกระดาษ  ถ้ายังไม่หายให้แกะเครื่องแล้วใช้สเปร์ทำความสะอาดล้างตาเซนเซอร์  ถ้าไม่หายอีก ก็ต้องเปลี่ยนตาเซนเซอร์ไม่
-E4         เป็นการแจ้งเตือนเกี่ยวกับหมึก เช่นสีดำลองกด STOP  ค้างไว้ 5 วิ ถ้าไม่หายก็ทำการเคลียร์น้ำหมึกเสียใหม่
-E5        เป็นการแจ้งเตือนว่าเครื่องหาตลับหมึกไม่เจอ  แบบนี้ก็ถอดตลับหมึกออกมาทำความสะอาด หน้าทองเหลืองโดยใช้ยางลบขัดหน้าทองเหลืองเบาๆ รวบทั้งของตัวเครื่องด้วย  ถ้ายังไม่หายก็เปลี่ยนตลับหมึกใหม่ครับ
-E8          เป็นการแจ้งเตือนเกี่ยวกับผ้าซับหมึก   เมื่อเติมหมึกต้องทำความสะอาดผ้าซับหมึกด้วยหรือเปลี่ยนใหม่   พร้อมเคลียร์ซับหมึกที่ตัวเครื่องด้วย
-E16         เป็นการแจ้งเตือนว่ามีตลับหมึกบางตลับไม่ปกติหรือหมึกหมด
-E23         เป็นการแจ้งเตือนเกี่ยวกับตาเซนเซอร์ ระบบPE ENCODER  ลองใช้สเปร์ทำความสะอาดดู
-E42       เป็นการแจ้งเตือนเกี่ยวกับระบบ สแกนเนอร์  ให้เช็ดสายแพชุดสแกนเนอร์  ถ้าไม่หายต้องเปลี่ยนใหม่ครับ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปัญหาและการแก้ปัญหาเบื้องต้น

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กฎเกณฑ์การอภัยโทษ


อภัยโทษมีกฎเกณฑ์อย่างไร
ตามพระราชกฤษฎีกา    พระราชทานอภัยโทษ  พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา    ภายใต้บังคับมาตรมา ๘  มาตรา ๙  มาตรา  ๑๑ และมาตรา ๑๒  นักโทษเด็ดขาด ดั่งต่อไปนี้  ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
(๑) ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่ากรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี  ซึ้งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
(๒)ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
        ก.เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง  มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้างหรือเป็นบุคคลซึ้งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลมีลักษณะอันเห็นได้ชัด
       ข.เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน  โรคไตวายเรื้อรัง  โรคมะเร็ง  โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทำการรักษามาแล้วไม่น้อยว่าสามเดือนในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และแพทย์ทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้  และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๒ ของโทษตามกำหนดโทษเว้นแต่เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย   หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง(โรคเอดส์)ระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้
      ค.เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก  และไม่ว่ากรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับการลงโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งในสองของทาตามกำหนดโทษ
      ง.เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนบ้านราษฎรหรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นบุคคลมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป
    จ.เป็นผู้ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำกรณีไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านและไม่ว่าความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องรับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า  ๑ ใน ๒ ของโทษตามกำหนดโทษ หรือ
    ฉ.เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี โทษจำคุกตามกำหนดโทษที่ต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาหมึกสีไม่ออก


ปัญหาหมึกสีไม่ออก

            การใช้พริ้นเตอร์คงหนีไม่พ้นปัญหาสีแดงไม่ออกบ้าง   สีเหลืองไม่ออกบ้าง     เป็นปกติของเครื่อง  ปัญหานี้อันที่จริงเกิดจากน้ำหมึกไม่ใช้พริ้นเตอร์    การที่สีไม่ออกก็คือ ช่องทางเดินของสีเกิดการอุดตันเมื่อไม่ใช้เครื่องเป็นเวลานาน  หมึกก็จะแห้งอุดทางเดินของสีครับ   แต่บางครั้งใช้ทุกวันก็ตันได้ครับถ้าคุณภาพน้ำหมึกไม่ดี   ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่น้ำหมึก 
            ถ้าเป็นระบบติดแท้ง  เวลาหมึกใกล้หมดจะพบปัญหานี้ นั้นเกิดจากคุณภาพหมึกไม่ดีมีการตกตะกอน  จึงส่งผลไปที่ตลับหมึกตัน  สีจึงไม่ออก 

             การแก้ปัญหาเบื้องต้นก็คือสั่งล้างจากเครื่องคอมฯ  แต่ถ้าสั่งล้างไปหลายครั้งแล้วก็ไม่ได้ผลอันนี้ต้องใช้ไม้ตาย  คือเป่าให้หลุดไปเลย  แต่ไม่ใช่ใช้ปากเป่านะ  แต่หมายถึงใช้หลอดฉีดยาที่แถมมากับน้ำหมึกนั้นแระดีที่สุด  ถ้าเป็นเครื่องติดแท้ง ก็ถอดหัวออกมาเลย แล้วใช้หลอดฉีดยา ดึงลมเข้าไปในหลอดแล้วเอาไปเป่าที่ช่องเล็กของแท้งอันที่สีไม่ออก  ถ้าแดงไม่ออกก็เป่าที่ ช่องสีแดงเลย(ปกติแท้งจะมีรูอยู่สองรูคือรูใหญ่ใช้เติมหมึก และช่องเล็กเป็นรูระบายลม  ก็รูเล็กนี้แระที่หลอดฉีดยาเป่าเลย  ให้น้ำหมึกซึมออกที่หัวเลย  แล้วใช้กระดาษทิชชูเช็ดให้แห้ง หรือรองซับไว้เลย  แล้วใช้กระดาษทิชชูนี้แระทดสอบดูว่าหายตันหรือยัง  โดยพับกระดาษสี่ชั้น แล้วซับที่หัวพ่นหมึก  จะเป็นเส้นสีสามสี ถ้าออกไม่ครบแสดงว่าหัวยังตันอยู่  ก็เป่าอีกจนออกครบทั้งสามสีนั้นแระจึงใช้ได้ 
           เสร็จแล้วใส่หัวเข้าไปอย่างเดิม   แล้วทดสอบดูว่าเป็นปกติแล้วหรือยังครับ  เท่านี่ก็เรียบร้อยแล้ว