วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558
ประโยชน์ของสับปะรด
คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 50 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม
น้ำตาล 9.85 กรัม
เส้นใย 1.4 กรัม
ไขมัน 0.12 กรัม
โปรตีน 0.54 กรัม
วิตามินบี1 0.079 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี2 0.032 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี3 0.5 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี5 0.213 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี6 0.112 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี9 18 ไมโครกรัม 5%
โคลีน 5.5 มิลลิกรัม 1%
วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม 58%
ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.927 มิลลิกรัม 44%
ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%
ธาตุโพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient
database)
ประโยชน์ของสับปะรด
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา
เป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้องไม่รู้สึกอึดอัด ดื่มน้ำสับปะรดปั่นกันดีกว่า
ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด เป็นต้น
นำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวนก็ได้
การแปรรูปสับปะรดอื่นๆ เช่น การทําไวน์สับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น
ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัดได้
ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก
สับปะรด สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการร้อนกระสับกระส่าย หิวน้ำ
ช่วยแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก
ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน
ช่วยลดเสมหะในลำคอได้
ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก
ช่วยรักษาโรคนิ่ว
ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
ช่วยบรรเทาอาการของโรคบิด
เชื่อว่าช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคนิ้วล็อก (Trigger Finger)
ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ
พายสับปะรด Pineapple Pie
ช่วยรักษาอาการแผลเป็นหนอง
ช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตก
ช่วยลดการอักเสบจากบาดแผล
เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
ใบสด นำมาใช้เป็นยาถ่าย หรือยาฆ่าพยาธิ ได้
ผลดิบสามารถนำมาใช้ห้ามเลือดได้
ผลดิบสับปะรด ช่วยขับประจําเดือน
ส่วนของรากสับปะรด นำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้
หนามของสับปะรด ช่วยแก้พิษฝีต่างๆได้
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558
HD คืออะไร
HD คืออะไร
HD คืออะไร
HD ย่อมาจากคำว่า High-Definition นั้น เป็นรูปแบบหรือมาตรฐานใหม่สำหรับการส่งสัญญาณภาพที่มีความละเอียดสูงในระดับ 720p/1080p/1080i ซึ่งให้ภาพที่คมชัดและมีรายละเอียดสูงกว่าดีวีดีทั่วไป ระบบการส่งสัญญาณภาพแบบ HD ในระดับ 1080p จำเป็นต้องใช้สายแบบ HDMI เท่านั้น ส่วนสาย Component ทั่วไปจะรองรับเฉพาะที่ความละเอียด 720p และ 1080i เท่านั้น ส่วน HDTV หมายถึง TV ที่รองรับความละเอียดระดับ Hi-Def ให้ภาพคมชัดมากมากกว่าปกติ
การทำงานของ HD
สัญญาณดิจิตอลที่ส่งมาที่ TV นั้นจะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 ทำการถอดรหัส หลังจากนั้นจะถูกส่งไปที่หลอดภาพทำหน้าที่ยิงลำแสงออกมายังหน้าจอ TV ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพแต่ในระบบ HD นั้นจะให้ Pixel ที่สูงกว่า TV ทั่วไปมากเลยทีเดียวทำให้ภาพที่ออกมาละเอียดคมชัด ไร้ซึ่งอาการกระพริบของสัญญาณภาพ
1080i VS 1080p
Interlaced (i) จะทำการแบ่งภาพออกเป็น 2 เฟรม คือเฟรมที่เป็นเลขคี่และเลขคู่ และจะ scan ภาพสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 1080 เส้น จะมีการกระพริบระหว่างการสลับเฟรมคี่และคู่
Progressives scan (p) จะทำการ scan โดยเรียงไปทีละเส้นสแกนเรียงกันไปเรื่อยๆจนครบ 1080 เส้น จะทำให้การกระพริบน้อยลง ภาพที่ได้จะดูนิ่งมากยิ่งขึ้น
การ Scan ภาพในรูปแบบของ HDTV นี้จะเป็นแบบ wide screen ที่มีอัตราส่วนของจออยู่ที่ 16:9 ต่างจาก TV รุ่นเก่าจะที่เป็น NTSC หรือ PAL อัตราส่วนจะอยู่ที่ 4:3
ตัวอย่างความละเอียดของภาพ
480p = 338,000 pixels / frame (704 x 480)
720p = 922,000 pixels / frame (1280 x 720)
1080i = 1,037,000 pixels / frame (1920 x 1080)
1080p = 2,074,000 pixels / frame (1920 x 1080)
ปกติสำหรับการเลือก HDTV จะต้องเป็นคุณภาพระดับจำนวนเส้น 1080 เส้น จะเห็นได้ว่า ความละเอียดของภาพที่ 1080p (Progressive Scan) จะไห้ความละเอียดสูงถึง 2,074,000 pixels ซึ่งดีที่สุด
HDMI ย่อมาจาก High-Definition Multimedia Interface หมายถึงการเชื่อมต่อโดยส่งข้อมูลแบบ Multimedia เช่น ข้อมูลภาพและเสียง เป็นต้น ในรูปแบบที่มีความละเอียดสูง และไม่มีการบีบอัดข้อมูล ทำให้ผลรับที่ได้มีคุณภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลเสียง HDMI
HDMI จะมีการส่งข้อมูลเสียงในระดับถึง 192 กิโลเฮิรตซ์ และมีการ Sample แบบ 24 บิต ซึ่งเป็นระดับเสียงเดียวกับที่ใช้ในระบบเดียว Dolby Digital ที่ใช้ตามโรงภาพยนตร์ที่เดียว
ข้อมูลภาพ HDMI
HDMI เวอร์ชัน 1.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันแรก จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลภาพอยู่ที่ 165 เมกะเฮิรตซ์ โดยสามารถรองรับสัญญาณภาพแบบ High-Definition ที่ความละเอียดสูงถึง 1080p ที่ 60 เฮิรตซ์ ได้ (WUXGA) แต่ถ้าต้องการความละเอียดที่สูงมากกว่านี้ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน HDMI ที่มีเวอร์ชันใหม่มากขึ้น โดยบางรุ่นสามารถรอบรับ ได้ถึง 340 เมกะเฮิรตซ์ และมีสามารถส่งสัญญาณภาพที่ความละเอียดระดับ 2560 x 1600p (WQXGA)
อุปกรณ์ในปัจจุบันที่รองรับมาตราฐาน HDMI
HDTVs
Blu-ray Disc players
Multimedia PCs
Gaming systems
Digital camcorders and more.
HD คืออะไร
HD ย่อมาจากคำว่า High-Definition นั้น เป็นรูปแบบหรือมาตรฐานใหม่สำหรับการส่งสัญญาณภาพที่มีความละเอียดสูงในระดับ 720p/1080p/1080i ซึ่งให้ภาพที่คมชัดและมีรายละเอียดสูงกว่าดีวีดีทั่วไป ระบบการส่งสัญญาณภาพแบบ HD ในระดับ 1080p จำเป็นต้องใช้สายแบบ HDMI เท่านั้น ส่วนสาย Component ทั่วไปจะรองรับเฉพาะที่ความละเอียด 720p และ 1080i เท่านั้น ส่วน HDTV หมายถึง TV ที่รองรับความละเอียดระดับ Hi-Def ให้ภาพคมชัดมากมากกว่าปกติ
การทำงานของ HD
สัญญาณดิจิตอลที่ส่งมาที่ TV นั้นจะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 ทำการถอดรหัส หลังจากนั้นจะถูกส่งไปที่หลอดภาพทำหน้าที่ยิงลำแสงออกมายังหน้าจอ TV ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพแต่ในระบบ HD นั้นจะให้ Pixel ที่สูงกว่า TV ทั่วไปมากเลยทีเดียวทำให้ภาพที่ออกมาละเอียดคมชัด ไร้ซึ่งอาการกระพริบของสัญญาณภาพ
1080i VS 1080p
Interlaced (i) จะทำการแบ่งภาพออกเป็น 2 เฟรม คือเฟรมที่เป็นเลขคี่และเลขคู่ และจะ scan ภาพสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 1080 เส้น จะมีการกระพริบระหว่างการสลับเฟรมคี่และคู่
Progressives scan (p) จะทำการ scan โดยเรียงไปทีละเส้นสแกนเรียงกันไปเรื่อยๆจนครบ 1080 เส้น จะทำให้การกระพริบน้อยลง ภาพที่ได้จะดูนิ่งมากยิ่งขึ้น
การ Scan ภาพในรูปแบบของ HDTV นี้จะเป็นแบบ wide screen ที่มีอัตราส่วนของจออยู่ที่ 16:9 ต่างจาก TV รุ่นเก่าจะที่เป็น NTSC หรือ PAL อัตราส่วนจะอยู่ที่ 4:3
ตัวอย่างความละเอียดของภาพ
480p = 338,000 pixels / frame (704 x 480)
720p = 922,000 pixels / frame (1280 x 720)
1080i = 1,037,000 pixels / frame (1920 x 1080)
1080p = 2,074,000 pixels / frame (1920 x 1080)
ปกติสำหรับการเลือก HDTV จะต้องเป็นคุณภาพระดับจำนวนเส้น 1080 เส้น จะเห็นได้ว่า ความละเอียดของภาพที่ 1080p (Progressive Scan) จะไห้ความละเอียดสูงถึง 2,074,000 pixels ซึ่งดีที่สุด
HDMI ย่อมาจาก High-Definition Multimedia Interface หมายถึงการเชื่อมต่อโดยส่งข้อมูลแบบ Multimedia เช่น ข้อมูลภาพและเสียง เป็นต้น ในรูปแบบที่มีความละเอียดสูง และไม่มีการบีบอัดข้อมูล ทำให้ผลรับที่ได้มีคุณภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลเสียง HDMI
HDMI จะมีการส่งข้อมูลเสียงในระดับถึง 192 กิโลเฮิรตซ์ และมีการ Sample แบบ 24 บิต ซึ่งเป็นระดับเสียงเดียวกับที่ใช้ในระบบเดียว Dolby Digital ที่ใช้ตามโรงภาพยนตร์ที่เดียว
ข้อมูลภาพ HDMI
HDMI เวอร์ชัน 1.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันแรก จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลภาพอยู่ที่ 165 เมกะเฮิรตซ์ โดยสามารถรองรับสัญญาณภาพแบบ High-Definition ที่ความละเอียดสูงถึง 1080p ที่ 60 เฮิรตซ์ ได้ (WUXGA) แต่ถ้าต้องการความละเอียดที่สูงมากกว่านี้ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน HDMI ที่มีเวอร์ชันใหม่มากขึ้น โดยบางรุ่นสามารถรอบรับ ได้ถึง 340 เมกะเฮิรตซ์ และมีสามารถส่งสัญญาณภาพที่ความละเอียดระดับ 2560 x 1600p (WQXGA)
อุปกรณ์ในปัจจุบันที่รองรับมาตราฐาน HDMI
HDTVs
Blu-ray Disc players
Multimedia PCs
Gaming systems
Digital camcorders and more.
การกำจัดหญ้าในไร่สับปะรด 2
หญ้าสาปงู บางที่เรียก หญ้าใบพริก หญ้าเจดี หญ้าเถาเครือ
เป็นวัชพืชอันตรายในไร่สับปะรด สารเคมีที่ใช้ในไร่สับปะรด ไม่สามารถกำจัดได้
หากต้องใช้วิธีพิเศษ
หญ้าสาปงูขณะยังเล็กก็เริ่มออกดอก
หากหญ้าต้นยังเล็ก ก็ใช้ โบมาซิล 1 กก. ผสม ไดยูรอน 2 กก. ปุ๋ย 21-0-0 20 กก. ผสมน้ำ 1000 ลิตร แล้วเติ่มสารเพิ่มประสิทธิ์ภาพยาลงไปด้วย พ่นให้ชุ่มเปียกทั้งต้นต้นภาษาชาวบ้านบอกพ่นให้หมาลุยเปียก
ถ้าหญ้าต้นใหญ่แล้วคุมสับปะรดอาจต้องพ่น 2 ครั้ง โดยใช้ อามีทรีน 2 กก. ไดยูรอน 1 กก ผสม น้ำ 1000 ลิตร แล้วเติมสาร 2,4-ดี (โซเดียม ซอล)หรือที่ชาวบ้านเรียก ช้างแดง ซึ่งมี 2 ชนิด คือผงกับน้ำ)ลง 1-2 ช้อนแกงคือหญ้าหนามากก็ 2ช้อน ห้ามเติมสาร เพิ่มประสิทธ์ภาพหรือสารจับใบ
เพราะจะเป็นอันตรายต่อต้นสับปะรด อย่าให้สารลงยอดสับประลดคือพ่นแบบเปียกเฉพาะหญ้าหากโชกเกินไปสับปะรดจะหยุดการเจริญเติบโตและถ้าเติมสาร 2-4 ดีมากไปสับปะรดจะตายได้
พ่นสารขณะหญ้ายังเล็กจะประหยัดงบในกระเป๋านะครับ
การกำจัดหญ้าในไร่สับปะะรด
หญ้าสาปม่วง
ถือเป็นวัชพื้ชที่ปราบยากตัวหนึ่งในบรรดาหญ้าประเภทใบกว้าง ด้วยกันเนื่องจากเป็นวัชพื้ชที่มีการขยายพันธ์ได้รวดเร็ว และเป็นหญ้าอายุการขยายพันธ์สั่น แค่ขึ้นเหนือดินเพียงเล็กน้อยก็ออกดอกขยายพันธ์แล้ว
การกะจัดต้องกระทำขณะหญ้ายังต้นเล็กอยู่ ถ้าใหญ่แล้วจะต้องเพิ่มปริมาณยา
การกำจัดแบบเทคนิคพิเศษ คือ ใช้ปุ๋ยเคมี 21-0-0 ปริมาณ 50 กิโลกรัม บวก ไดยูรอน 1 กิโลกรัม อามีทรีน 2 กิโลกรัม ผสมน้ำ 1000 ลิตร พ่นให้ทั่วต้นขณะแดดออก จะแห้งตายทันที แต่จะไม่คุม
การกำจัดแบบปกติ จะใช้ ไดยูรอน 2 กิโลกรัม อามีทรีน 2 กิโลกรัม ปุ๋ย 21-0-0 20 กิโลกรัมผสมสารจับใบ 5 ลิตร ผสมน้ำ 1000 ลิตร พ่นให้ทั่วต้นวัชพืช และให้ลงดินเพื่อเป็นการคุมไปด้วยหากหญ้าหน่าแน่นต้องพ่นซ้ำหลังหญ้ารุ่นแรกตาย
หญ้าสาปม่วง เป็นหญ้าปริมาณดอกมากเป็นพิเศษจึงต้องพ่นแบบชุมลึกมากกว่าหญ้าปกติมิฉะนั้นจะคุมไม่อยู่
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558
โรคเอ็นอักเสบ
โรคเอ็นอักเสบ (Tendinitis) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณตำแหน่งของเส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบขึ้น มักเป็นที่บริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเข่า แต่ก็อาจเกิดขึ้นที่บริเวณข้อสะโพก ข้อเท้า และข้อมือ ได้เช่นกัน
โรคเอ็นอักเสบที่รู้จักกันดีมีชื่อเรียกเฉพาะ ได้แก่ tennis elbow, golfer's elbow, pitcher's shoulder, swimmer's shoulder และ jumper's knee
สาเหตุของโรค
สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคเอ็นอักเสบ คือภยันตรายต่อเส้นเอ็น การกระทบกระแทก หรือการใช้งานบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน จากการเล่นกีฬา หรือจากอุบัติเหตุอาจพบว่าเกิดขึ้นในโรคข้ออักเสบทั่วร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
นักว่ายน้ำ นักเทนนิส นักกอล์ฟ มีโอกาสเกิดโรคเอ็นอักเสบบริเวณหัวไหล่ แขน ข้อศอก มากกว่าปกติ ในขณะที่นักฟุตบอล นักบาสเก็ตบอล นักวิ่ง จะเกิดโรคเอ็นอักเสบบริเวณขา เข่า และเท้า
ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดโรคเอ็นอักเสบมากขึ้น
อาการของโรค
ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณ เส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบ ความรุนแรงแตกต่างกันไป อาจปวดเพียงเล็กน้อย หรือปวดมากจนทนไม่ได้ ในรายที่อาการรุนแรง เส้นเอ็นที่อักเสบเกิดฉีกขาด จะมีอาการที่รุนแรงมากที่สุด
โรค Tennis elbow จะ ปวดบริเวณข้อศอกเวลาขยับหมุนข้อศอก หรือเวลากำสิ่งของในมือ โรคAchilles tendinitis จะปวดบริเวณเอ็นร้อยหวาย โรค Patellar tendinitis จะปวดบริเวณสะบ้า ในขณะที่ Rotator cuff tendinitis จะปวดปริเวณหัวไหล่
การวินิจฉัยโรค
จากประวัติอาการ ตำแหน่ง ที่เกิดการอักเสบ และตรวจร่างกายระบบกระดูกและข้อโดยละเอียด การตรวจภาพรังสีมักจะไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรคแต่อย่างใด แต่อาจช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการได้ในบางกรณี หากสงสัยว่าเกิดจากโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพิ่มเติม
แนวทางการรักษาโรค
หลักสำคัญคือ ระงับอาการปวด และลดการอักเสบที่เกิดขึ้น ผู้ ป่วยต้องพักผ่อนให้เต็มที่ งดใช้งานข้อบริเวณที่เส้นเอ็นอักเสบ ควรประคบด้วยความเย็นเป็นครั้งคราว การใช้ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาอาการได้ตามสมควร การใช้ยาลดการอักเสบช่วยให้อาการดีขึ้น
ในรายที่เป็นมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยา Corticosteroid เข้า ไปรอบๆ บริเวณเส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบ ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้มาก แต่ทั้งนี้ไม่ควรฉีดบ่อย จะทำให้เส้นเอ็นไม่แข็งแรงและอาจฉีกขาดได้
กายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย เพื่อเสริมกำลังของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น
การผ่าตัด ในกรณีที่เส้นเอ็นเกิดการฉีกขาด เทคนิดการซ่อมเส้นเอ็นทำได้หลายแบบ รวมทั้งการผ่าตัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นอีกด้วย
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
คอนกรีตอัดแรง คือ
คอนกรีตอัดแรง
ประวัติงานคอนกรีตอัดแรง
หลักการอัดแรงโครงสร้างเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมบางอย่างขององค์อาคารได้เป็นที่ทราบกันเป็นเวลานานหลายร้อยปี แต่การนำหลักการนี้มาประยุกต์กับงานคอนกรีตได้เริ่มต้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1886, P.H. Jackson วิศวกรแห่งเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาได้จดทะเบียนการก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตโดยการขันท่อนเหล็กเพื่อยึดพื้นคอนกรีตเข้าด้วยกัน ในปี ค.ศ. 1888, C.E.W. Doehring ได้จะทะเบียนการก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตโดยการอัดแรงก่อนการรองรับน้ำหนักบรรทุกในประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ตามวิธีก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตอัดแรงในระยะนั้นไม่ใคร่ประสพความสำเร็จมากนัก ทั้งนี้เพราะแรงอัดแผ่นพื้นเกิดขึ้นเนื่องจากการขันท่อนเหล็กกล้าละมุนให้ตึง เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ แผ่นพื้นคอนกรีตหดตัวเนื่องจากการคืบหรือการหดตัวเนื่องจากสูญเสียความชื้น ทำให้แรงอัดแผ่นพื้นก่อนเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่า C.R. Steiner ในปี ค.ศ. 1908 จะใช้วิธีขันท่อนเหล็กให้แน่นใหม่หลังจากคอนกรีตได้หดตัวไปบ้างแล้ว และค่าก่อสร้างวิธีนี้ก็สูงมากกว่าที่จะก่อสร้างพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กธรรมดา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1925 R.E. Dill ใช้ท่อนเหล็กกำลังสูงเสริมคอนกรีต ในการก่อสร้างเหล็กจะถูกทาสารป้องกันการยึดเหนี่ยวก่อนการเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วจึงอัดแรงเข้าสู่คอนกรีตโดยการขันน็อตยันกับคานวิธีนี้คือการก่อสร้างแบบดึงเหล็กทีหลัง (post tensioning) อย่างไรก็ดีการก่อสร้างคอนกรีตอัดแรงก็ไม่แพร่หลายนัก
การพัฒนาคอนกรีตอัดแรงสมัยใหม่ได้ริเริ่มในประเทศฝรั่งเศส โดย E. Ereyssinet ในปี ค.ศ. 1928 โดยริเริ่มใช้ลวดเหล็กซึ่งกำลังประลัยถึง 17,500 กก./ซม2 ในการผลิตคอนกรีตอัดแรง เราลองพิจารณาว่าลวดเหล็กกำลังสูงนี้ถูกดึงจนเกิดหน่วยแรงประมาณ 10,000 กก./ซม2 เนื่องจากโมดูลัสของความยืดหยุ่นของลวดกำลังสูงไม่ต่างจากเหล็กกล้าละมุนมากนัก ดังนั้นจะเกิดความเครียดในลวดเหล็กกำลังสูงเป็น 10,000/2,000,000 เท่ากับ 0.005 เมื่อคอนกรีตเกิดการหดตัวคิดเป็นความเครียด 0.001 จะเห็นว่ายังเหลือหน่วยแรงอัดก่อนอยู่ เท่ากับ 0.004x2,000,000 เท่ากับ 8,000 กก./ซม2 ซึ่งเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงอัดก่อนแรกเริ่ม หลังจากปี ค.ศ. 1930 ได้มีการพัฒนาวิธีอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อน (pre-tensioning) ในประเทศเยอรมันโดย E. Hoyer รวมถึงการพัฒนาแม่แรงไฮดรอลิคที่ใช้ดึงลวดและอุปกรณ์ยึดลวดในประเทศฝรั่งเศสและประเทศเบลเยี่ยม และการก่อสร้างโดยใช้คอนกรีตอัดแรงได้เป็นที่แพร่หลายตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
ในประเทศไทยได้เริ่มมีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตอัดแรงในช่วงหลัก พ.ศ. 2505 โดยมีการผลิตคานสะพานคอนกรีตอัดแรงช่วงยาวต่าง ๆ กันตั้งแต่ 5.00 เมตร จนถึง 60 เมตร ในระยะหลังได้มีโรงงานก่อสร้างเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้นอาคารคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปตลอดจนการก่อสร้างระบบพื้นไร้คานแบบหล่อในที่และดึงเหล็กทีหลังหลายโครงการ การก่อสร้างโดยใช้คอนกรีตอัดแรงเป็นที่นิยมกันมาก เพราะทั้งประหยัดเวลาและค่าก่อสร้าง เพราะองค์อาคารน้ำหนักน้อยเมื่อเทียบกับคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้การก่อสร้างระบบอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อนสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้นวิธีการอัดแรงสำหรับคอนกรีตอัดแรง
โครงสร้างคอนกรีตอัดแรงสามารถแบ่งตามวิธีการอัดแรงระหว่างการก่อสร้างได้ดังนี้ก. การอัดแรงโดยใช้แม่แรง
วิธีนี้เรียกว่าการอัดแรงภายนอก การอัดแรงกระทำได้โดยใช้แม่แรงวางระหว่างปลายคานทั้งสองข้าง กับ อบัตเมนต์ (abutment) และทำการปั้มแม่แรงจนกระทั่งได้แรงอัดตามที่ต้องการ วิธีนี้ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนหรือโครงการพิเศษอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีการก่อสร้าง อบัตเมนต์ให้แข็งแรงพอที่จะต้านแรงอัดได้ การก่อสร้างวิธีนี้ไม่ใคร่เป็นที่นิยมกันมากนัก เพราะการสูญเสียแรงอัดเกิดขึ้นมากกว่าอัดแรงภายในเนื่องจากคอนกรีตอยู่ในภาวะความเครียดคงที่ ทำให้ต้องมีการเพิ่มแรงอัดภายหลังเป็นครั้งคราวข. การอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อน
วิธีนี้เรียกว่าการอัดแรงภายใน เป็นวิธีก่อสร้างคอนกรีตอัดแรงที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันเพราะการก่อสร้างทำได้รวดเร็ว วิธีนี้เหมาะสำหรับการผลิตในโรงงานซึ่งมีการก่อสร้าง อบัตเมนต์ถาวร การอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อนหมายถึง เราดึงเหล็กก่อนการเทคอนกรีต ขั้นตอนก่อสร้างเริ่มต้นจากการเตรียมแบบหล่อคอนกรีต จากนั้นจึงขึงลวดกำลังสูงหรือลวดเหล็กตีเกลียวกำลังสูงหรือตามสะแตรนด์ตามแนวเหล็กที่ออกแบบไว้ ลวดเหล็กนี้มีปลายยึดกับอบัตเมนต์โดยใช้อุปกรณ์ยึด (anchorage) ในกรณีที่แนวของลวดประกอบด้วยเส้นตรงหักมุม จะต้องออกแบบอุปกรณ์สำหรับยึดเส้นลวดด้วย ลวดเหล็กกำลังสูงถูกดึงให้ตึงจนได้แรงในเส้นลวดเท่ากับจำนวนที่ต้องการ ทั้งนี้จะต้องตรวจสอบความดันของน้ำมันไฮดรอลิคและระยะยืดของเส้นลวดด้วย เมื่อทำการดึงเหล็กแล้วจึงเทคอนกรีตลงในแบบหล่อ ตามปกติคอนกรีตที่ใช้จะเป็นชนิดคอนกรีตกำลังสูงกว่าคอนกรีตในงานคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วก็ทำการบ่ม (curing) ต่อไปอีก 3-7 วัน จนกำลังของคอนกรีตเพิ่มขึ้นมากพอ จึงทำการอัดแรงคอนกรีตโดยการตัดลวด เนื่องจากลวดมีการยึดเหนี่ยวกับคอนกรีตตลอดเส้น เมื่อตัดลวดแรงดึงในเหล็กจะถ่ายเป็นแรงอัดในคอนกรีตโดยผ่านแรงยึดเหนี่ยวที่บริเวณปลายคาน (transfer of prestress) หลังจากนั้นองค์อาคารก็สามารถขนส่งไปยังสถานที่ก่อสร้างได้
การก่อสร้างแบบดึงเหล็กก่อนเหมาะสำหรับการผลิตเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันในระบบผลิตแบบนี้โครงสร้างฐานแบบอบัตเมนต์จะมีระยะห่างกันมากกว่า 100 เมตร ซึ่งฐานหล่อคอนกรีตจะมีความยาวที่จะหล่อองค์อาคารได้หลายท่อนพร้อม ๆ กัน ระบบผลิตนี้นิยมใช้สำหรับการก่อสร้างเสาเข็ม คานสะพาน หรือพื้นสำเร็จรูป ค. การอัดแรงแบบดึงเหล็กทีหลัง
วิธีนี้เป็นการอัดแรงในอีกวิธีหนึ่งซึ่งใช้กันแพร่หลายเช่นเดียวกัน เหมาะสำหรับโครงสร้างซึ่งมีขนาดใหญ่ซึ่งไม่สะดวกในการขนส่ง หรือสำหรับสถานที่ก่อสร้างซึ่งอยู่ห่างไกลโรงงานผลิตมาก ท่อ conduit และลวดเหล็กกำลังสูงจะถูกร้อยภายในแบบหล่อองค์อาคารคอนกรีตพร้อมอุปกรณ์ แองคอเรจทั้งสองข้าง จากนั้นจึงทำการเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวและได้รับการบ่มจนมีกำลังสูงเพียงพอจึงทำการอัดแรงโดยใช้แม่แรงไฮดรอลิค ดึงเหล็กให้ยึดออกโดยยันกับตัวคานคอนกรีตเอง และลวดเหล็กจะขึงตึงระหว่างปลายทั้งสองข้างโดยการยึดของตัวลิ่มในอุปกรณ์แองคอเรจ เราสามารถจะทำให้ลวดเหล็กยึดติดกับเนื้อคอนกรีตตลอดความยาวของคานได้โดยการอัดมอร์ต้าที่ปลายข้างแม่แรงเข้าไปในท่อ conduit จนเต็ม tendon ที่มีการอัดมอร์ต้านี้เรียกว่า bonded tendon ส่วน tendon ที่ไม่ได้มีการอัดมอร์ต้าใน conduit เรียกว่า unbonded tendon คานซึ่งมี bonded tendon จะมีพฤติกรรมในช่วง overload ดีกว่าคานซึ่งมี unbonded tendon ตามปกติ tendon หนึ่งจะประกอบด้วยลวดกำลังสูงหรือ strand หลายเส้นร้อยอยู่ใน conduit ท่อเดียวกันและอุปกรณ์ anchorage ที่ปลายคานจะมีจำนวนรูสำหรับยึดลวดเท่ากับจำนวนลวดหรือ strand ใน conduit
ในการก่อสร้างระบบพื้นไร้คานอัดแรงหรือพื้นสองทางอัดแรง วิศวกรมักจะออกแบบเหล็กอัดแรงเป็นแบบ unbonded tendons เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการอัดมอร์ต้าและราคา conduit จะเป็นมูลค่าสูง tendon ในพื้นปกติจะประกอบด้วยเหล็ก strand เดี่ยววางห่างกัน 40-50 ซม. เหล็ก strand การอัดแรงบางส่วน
หลักการออกแบบคอนกรีตอัดแรงในระยะแรกมักจะพิจารณาระดับการอัดแรงเต็มที่ (full prestressing) กล่าวคือที่ระดับน้ำหนักบรรทุกปกติหน่วยแรงที่เกิดขึ้นเป็นเฉพาะหน่วยแรงอัด นโยบายการอัดแรงที่มีข้อเสียคือแรงอัดคานมีขนาดใหญ่ ทำให้ขนาดขององค์อาคารเพิ่มขึ้นเพื่อหน่วยงานแรงอัดจะต้องไม่สูงมากเกินไปด้วย นอกจากนี้คานอาจจะเกิดการโค้งงอเนื่องจากการอัดแรงมากเกินไปด้วย ในการใช้งานคานคอนกรีตอัดแรงเต็มที่อาจจะเกิดหน่วยแรงดึงบ้าง เช่น คานสะพานเมื่อมีน้ำหนักจราจรสูงมากซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว จะทำให้เกิดหน่วยแรงดึงขึ้นเป็นผลให้เกิดรอยแตกร้าว รอยร้าวนี้จะเปิดสนิทเมื่อน้ำหนักบรรทุกผ่านเลยไป ในเวลาต่อมาหลักการออกแบบอนุญาตให้องค์อาคารเกิดหน่วยแรงดังได้บ้าง นโยบายนี้ทำให้ขนาดของแรงอัดคานลดลงซึ่งเราเรียกว่า การอัดแรงบางส่วน (partial prestressing) โดยควบคุมให้หน่วยแรงดึงไม่สูงเกินไป หลักการอัดแรงบางส่วนนี้ทำให้ขนาดขององค์อาคารคอนกรีตอัดแรงลดลงได้ นอกจากนี้พฤติกรรมการแอ่นตัวก็ดีขึ้น ในบางกรณีข้อบัญญัติกำหนดให้ใช้เหล็กกล้าละมุนต้านทานหน่วยแรงดึงที่เกิดขึ้นดังนั้นการอัดแรงบางส่วนจึงเป็นมาตรการกลางระหว่างคอนกรีตซึ่งอัดแรงเต็มที่และคอนกรีตซึ่งอัดแรงเต็มที่และคอนกรีตเสริมเหล็กการเปรียบเทียบระหว่างคอนกรีตอัดแรงและคอนกรีตเสริมเหล็ก
ในการพิจารณาข้อดีและข้อเสียระหว่างคอนกรีตอัดแรงและคอนกรีตเสริมเหล็ก จะต้องพิจารณาเหล็กเกณฑ์ที่จะใช้เปรียบเทียบ ประการแรกคือวัสดุที่ใช้ในคอนกรีตอัดแรงเราจำเป็นต้องใช้เหล็กกำลังสูง ทั้งนี้เพื่อให้แรงอัดสุทธิหลังจากเกิดการสูญเสียแรงไปแล้ว ยังมีขนาดสูง เพราะนอกจากคอนกรีตกำลังสูงจะมีการคืบและการหดตัวน้อยกว่าคอนกรีตกำลังปกติแล้ว การใช้คอนกรีตกำลังสูงจำเป็นเพื่อต้านทานหน่วยแรงยึดเกาะสูงที่เกิดขึ้นขณะถ่ายแรงอัดในคานแบบดึงเหล็กก่อนหรือเพื่อต้านทานหน่วยแรงกดเนื่องจากอุปกรณ์ anchorage ขณะถ่ายแรงในคานแบบอัดแรงทีหลัง
ประการที่สองคือความปลอดภัย ในประเด็นของความปลอดภัยคอนกรีตอัดแรงมีระดับความปลอดภัยที่สภาวะประลัยใกล้เคียงกับคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบและมาตรฐานการควบคุมการก่อสร้าง อย่างไรก็ดีคอนกรีตอัดแรงอาจมีระดับความปลอดภัยที่สูงกว่าเล็กน้อย คอนกรีตอัดแรงเกิดการแอ่นตัวที่สภาวะประลัยมากว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสามารถขององค์อาคารที่จะดูดซึมพลังงานเจลน์ของน้ำหนักกระแทกอยู่ในระดับเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบคอนกรีตทั้งสองชนิด คอนกรีตอัดแรงมีความต้านทานต่อการผุกกร่อนดีกว่าเนื่องจากไม่มีรอยร้าวในช่วงน้ำหนักบรรทุกปกติ ในประเด็นความปลอดภัยเนื่องจากเพลิงไหม้ เหล็กกำลังสูงภายใต้หน่วยแรงดึงสูงจะเสียกำลังเมื่อถูกความร้อนมากกว่าเหล็กกล้าละมุนในคอนกรีตเสริมเหล็ก อย่างไรความหนาของคอนกรีตที่ห่อหุ้มเหล็กโดยเฉลี่ยจะหนากว่าในคอนกรีตอัดแรงเทียบกับคานคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งนี้เนื่องจากแนวเหล็ก tendon เป็นแนวโค้ง ในด้านการออกแบบการก่อสร้าง คอนกรีตอัดแรงต้องการ การวางแผนเกี่ยวกับการใช้สอยที่แน่นอน เช่น ตำแหน่งช่องเปิดของพื้นเพื่อการวางทอ จะต้องทราบตำแหน่งแน่นอน เพราะเมื่อการก่อสร้างทำสำเร็จแล้ว การเจาะพื้นใหม่จะทำได้ยากกว่าพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายอีกด้วยหาก tendon ชำรุดหรือแนวโค้งเปลี่ยนไปจากที่ออกแบบไว้ครั้งแรก
ประการที่สามเกี่ยวกับรูปร่างและการแอ่นตัว องค์อาคารคอนกรีตอัดแรงมีน้ำหนักเบา และความลึกของหน้าตัดน้อยเทียบกับคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีน้ำหนักบรรทุกเท่ากัน ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการก่อสร้างช่วงยาวซึ่งต้องการช่วงลอดสูง การแอ่นตัวสุทธิขององค์อาคารน้อยกว่าในคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้รูปร่างของหน้าตัดของคอนกรีตอัดแรงสามารถออกแบบให้เหมาะสมทางด้านสถาปัตยกรรมน้ำหนักบรรทุกบนโครงสร้าง
ในการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตอัดแรง วิศวกรจำเป็นต้องคำนวณน้ำหนักขององค์อาคาร และน้ำหนักบรรทุกจรที่กระทำต่อโครงสร้างเช่นเดียวกันโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงสร้างเหล็ก น้ำหนักขององค์อาคารคอนกรีตคำนวณจากน้ำหนักจำเพาะของคอนกรีตเท่ากับ 2400 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามปกติเราจะต้องกำหนดขนาดของหน้าตัดองค์อาคารซึ่งมีความแข็งแรงที่จะต้านทานน้ำหนักบรรทุกจร หลังจากการวิเคราะห์โครงสร้างจำเป็นต้องทบทวนขนาดหน้าตัดใหม่ให้เหมาะสม เกี่ยวกับน้ำหนักบรรทุกจรวิศวกรจะต้องพิจารณาประเภทของลักษณะการใช้สอยของโครงสร้าง น้ำหนักบรรทุกจรนี้กำหนดให้ข้อบัญญัติและมาตรฐานของการออกแบบต่าง ๆ มาตรฐานของ American National Standards Institute (ANSI) มาตรฐานของ American association of state Highway and Transportation Officials (AASHTO) ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ความปลอดภัยของโครงสร้าง
น้ำหนักบรรทุกปกติเนื่องจากน้ำหนักองค์อาคารและน้ำหนักบรรทุกจร ทำให้เกิดแรงภายในบนส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างและหน่วยแรงในวัสดุ ในการออกแบบส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างจะต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานแรงการะทำประลัยบนโครงสร้างจนถึงระดับหนึ่งทำให้วัสดุต้านทานหน่วยแรงที่เกิดขึ้นจนถึงกำลังสูงสุด เนื่องจากขนาดของแรงกระทำประลัยขึ้นอยู่กับโอกาสของการเกิดแรงนั้น ตามมาตรฐานการออกแบบ เช่น มาตรฐานการออกแบบอาคารของ American Concerte Institute จึงกำหนดระดับโหลดแฟคเตอร์ , U ซึ่งเป็นอัตราส่วนของแรงกระทำประลัยต่อแรงการะทำปกติบนโครงสร้าง
ประวัติงานคอนกรีตอัดแรง
หลักการอัดแรงโครงสร้างเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมบางอย่างขององค์อาคารได้เป็นที่ทราบกันเป็นเวลานานหลายร้อยปี แต่การนำหลักการนี้มาประยุกต์กับงานคอนกรีตได้เริ่มต้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1886, P.H. Jackson วิศวกรแห่งเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาได้จดทะเบียนการก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตโดยการขันท่อนเหล็กเพื่อยึดพื้นคอนกรีตเข้าด้วยกัน ในปี ค.ศ. 1888, C.E.W. Doehring ได้จะทะเบียนการก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตโดยการอัดแรงก่อนการรองรับน้ำหนักบรรทุกในประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ตามวิธีก่อสร้างแผ่นพื้นคอนกรีตอัดแรงในระยะนั้นไม่ใคร่ประสพความสำเร็จมากนัก ทั้งนี้เพราะแรงอัดแผ่นพื้นเกิดขึ้นเนื่องจากการขันท่อนเหล็กกล้าละมุนให้ตึง เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ แผ่นพื้นคอนกรีตหดตัวเนื่องจากการคืบหรือการหดตัวเนื่องจากสูญเสียความชื้น ทำให้แรงอัดแผ่นพื้นก่อนเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่า C.R. Steiner ในปี ค.ศ. 1908 จะใช้วิธีขันท่อนเหล็กให้แน่นใหม่หลังจากคอนกรีตได้หดตัวไปบ้างแล้ว และค่าก่อสร้างวิธีนี้ก็สูงมากกว่าที่จะก่อสร้างพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กธรรมดา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1925 R.E. Dill ใช้ท่อนเหล็กกำลังสูงเสริมคอนกรีต ในการก่อสร้างเหล็กจะถูกทาสารป้องกันการยึดเหนี่ยวก่อนการเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วจึงอัดแรงเข้าสู่คอนกรีตโดยการขันน็อตยันกับคานวิธีนี้คือการก่อสร้างแบบดึงเหล็กทีหลัง (post tensioning) อย่างไรก็ดีการก่อสร้างคอนกรีตอัดแรงก็ไม่แพร่หลายนัก
การพัฒนาคอนกรีตอัดแรงสมัยใหม่ได้ริเริ่มในประเทศฝรั่งเศส โดย E. Ereyssinet ในปี ค.ศ. 1928 โดยริเริ่มใช้ลวดเหล็กซึ่งกำลังประลัยถึง 17,500 กก./ซม2 ในการผลิตคอนกรีตอัดแรง เราลองพิจารณาว่าลวดเหล็กกำลังสูงนี้ถูกดึงจนเกิดหน่วยแรงประมาณ 10,000 กก./ซม2 เนื่องจากโมดูลัสของความยืดหยุ่นของลวดกำลังสูงไม่ต่างจากเหล็กกล้าละมุนมากนัก ดังนั้นจะเกิดความเครียดในลวดเหล็กกำลังสูงเป็น 10,000/2,000,000 เท่ากับ 0.005 เมื่อคอนกรีตเกิดการหดตัวคิดเป็นความเครียด 0.001 จะเห็นว่ายังเหลือหน่วยแรงอัดก่อนอยู่ เท่ากับ 0.004x2,000,000 เท่ากับ 8,000 กก./ซม2 ซึ่งเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงอัดก่อนแรกเริ่ม หลังจากปี ค.ศ. 1930 ได้มีการพัฒนาวิธีอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อน (pre-tensioning) ในประเทศเยอรมันโดย E. Hoyer รวมถึงการพัฒนาแม่แรงไฮดรอลิคที่ใช้ดึงลวดและอุปกรณ์ยึดลวดในประเทศฝรั่งเศสและประเทศเบลเยี่ยม และการก่อสร้างโดยใช้คอนกรีตอัดแรงได้เป็นที่แพร่หลายตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
ในประเทศไทยได้เริ่มมีการก่อสร้างสะพานคอนกรีตอัดแรงในช่วงหลัก พ.ศ. 2505 โดยมีการผลิตคานสะพานคอนกรีตอัดแรงช่วงยาวต่าง ๆ กันตั้งแต่ 5.00 เมตร จนถึง 60 เมตร ในระยะหลังได้มีโรงงานก่อสร้างเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้นอาคารคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปตลอดจนการก่อสร้างระบบพื้นไร้คานแบบหล่อในที่และดึงเหล็กทีหลังหลายโครงการ การก่อสร้างโดยใช้คอนกรีตอัดแรงเป็นที่นิยมกันมาก เพราะทั้งประหยัดเวลาและค่าก่อสร้าง เพราะองค์อาคารน้ำหนักน้อยเมื่อเทียบกับคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้การก่อสร้างระบบอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อนสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้นวิธีการอัดแรงสำหรับคอนกรีตอัดแรง
โครงสร้างคอนกรีตอัดแรงสามารถแบ่งตามวิธีการอัดแรงระหว่างการก่อสร้างได้ดังนี้ก. การอัดแรงโดยใช้แม่แรง
วิธีนี้เรียกว่าการอัดแรงภายนอก การอัดแรงกระทำได้โดยใช้แม่แรงวางระหว่างปลายคานทั้งสองข้าง กับ อบัตเมนต์ (abutment) และทำการปั้มแม่แรงจนกระทั่งได้แรงอัดตามที่ต้องการ วิธีนี้ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนหรือโครงการพิเศษอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีการก่อสร้าง อบัตเมนต์ให้แข็งแรงพอที่จะต้านแรงอัดได้ การก่อสร้างวิธีนี้ไม่ใคร่เป็นที่นิยมกันมากนัก เพราะการสูญเสียแรงอัดเกิดขึ้นมากกว่าอัดแรงภายในเนื่องจากคอนกรีตอยู่ในภาวะความเครียดคงที่ ทำให้ต้องมีการเพิ่มแรงอัดภายหลังเป็นครั้งคราวข. การอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อน
วิธีนี้เรียกว่าการอัดแรงภายใน เป็นวิธีก่อสร้างคอนกรีตอัดแรงที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันเพราะการก่อสร้างทำได้รวดเร็ว วิธีนี้เหมาะสำหรับการผลิตในโรงงานซึ่งมีการก่อสร้าง อบัตเมนต์ถาวร การอัดแรงแบบดึงเหล็กก่อนหมายถึง เราดึงเหล็กก่อนการเทคอนกรีต ขั้นตอนก่อสร้างเริ่มต้นจากการเตรียมแบบหล่อคอนกรีต จากนั้นจึงขึงลวดกำลังสูงหรือลวดเหล็กตีเกลียวกำลังสูงหรือตามสะแตรนด์ตามแนวเหล็กที่ออกแบบไว้ ลวดเหล็กนี้มีปลายยึดกับอบัตเมนต์โดยใช้อุปกรณ์ยึด (anchorage) ในกรณีที่แนวของลวดประกอบด้วยเส้นตรงหักมุม จะต้องออกแบบอุปกรณ์สำหรับยึดเส้นลวดด้วย ลวดเหล็กกำลังสูงถูกดึงให้ตึงจนได้แรงในเส้นลวดเท่ากับจำนวนที่ต้องการ ทั้งนี้จะต้องตรวจสอบความดันของน้ำมันไฮดรอลิคและระยะยืดของเส้นลวดด้วย เมื่อทำการดึงเหล็กแล้วจึงเทคอนกรีตลงในแบบหล่อ ตามปกติคอนกรีตที่ใช้จะเป็นชนิดคอนกรีตกำลังสูงกว่าคอนกรีตในงานคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วก็ทำการบ่ม (curing) ต่อไปอีก 3-7 วัน จนกำลังของคอนกรีตเพิ่มขึ้นมากพอ จึงทำการอัดแรงคอนกรีตโดยการตัดลวด เนื่องจากลวดมีการยึดเหนี่ยวกับคอนกรีตตลอดเส้น เมื่อตัดลวดแรงดึงในเหล็กจะถ่ายเป็นแรงอัดในคอนกรีตโดยผ่านแรงยึดเหนี่ยวที่บริเวณปลายคาน (transfer of prestress) หลังจากนั้นองค์อาคารก็สามารถขนส่งไปยังสถานที่ก่อสร้างได้
การก่อสร้างแบบดึงเหล็กก่อนเหมาะสำหรับการผลิตเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันในระบบผลิตแบบนี้โครงสร้างฐานแบบอบัตเมนต์จะมีระยะห่างกันมากกว่า 100 เมตร ซึ่งฐานหล่อคอนกรีตจะมีความยาวที่จะหล่อองค์อาคารได้หลายท่อนพร้อม ๆ กัน ระบบผลิตนี้นิยมใช้สำหรับการก่อสร้างเสาเข็ม คานสะพาน หรือพื้นสำเร็จรูป ค. การอัดแรงแบบดึงเหล็กทีหลัง
วิธีนี้เป็นการอัดแรงในอีกวิธีหนึ่งซึ่งใช้กันแพร่หลายเช่นเดียวกัน เหมาะสำหรับโครงสร้างซึ่งมีขนาดใหญ่ซึ่งไม่สะดวกในการขนส่ง หรือสำหรับสถานที่ก่อสร้างซึ่งอยู่ห่างไกลโรงงานผลิตมาก ท่อ conduit และลวดเหล็กกำลังสูงจะถูกร้อยภายในแบบหล่อองค์อาคารคอนกรีตพร้อมอุปกรณ์ แองคอเรจทั้งสองข้าง จากนั้นจึงทำการเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวและได้รับการบ่มจนมีกำลังสูงเพียงพอจึงทำการอัดแรงโดยใช้แม่แรงไฮดรอลิค ดึงเหล็กให้ยึดออกโดยยันกับตัวคานคอนกรีตเอง และลวดเหล็กจะขึงตึงระหว่างปลายทั้งสองข้างโดยการยึดของตัวลิ่มในอุปกรณ์แองคอเรจ เราสามารถจะทำให้ลวดเหล็กยึดติดกับเนื้อคอนกรีตตลอดความยาวของคานได้โดยการอัดมอร์ต้าที่ปลายข้างแม่แรงเข้าไปในท่อ conduit จนเต็ม tendon ที่มีการอัดมอร์ต้านี้เรียกว่า bonded tendon ส่วน tendon ที่ไม่ได้มีการอัดมอร์ต้าใน conduit เรียกว่า unbonded tendon คานซึ่งมี bonded tendon จะมีพฤติกรรมในช่วง overload ดีกว่าคานซึ่งมี unbonded tendon ตามปกติ tendon หนึ่งจะประกอบด้วยลวดกำลังสูงหรือ strand หลายเส้นร้อยอยู่ใน conduit ท่อเดียวกันและอุปกรณ์ anchorage ที่ปลายคานจะมีจำนวนรูสำหรับยึดลวดเท่ากับจำนวนลวดหรือ strand ใน conduit
ในการก่อสร้างระบบพื้นไร้คานอัดแรงหรือพื้นสองทางอัดแรง วิศวกรมักจะออกแบบเหล็กอัดแรงเป็นแบบ unbonded tendons เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการอัดมอร์ต้าและราคา conduit จะเป็นมูลค่าสูง tendon ในพื้นปกติจะประกอบด้วยเหล็ก strand เดี่ยววางห่างกัน 40-50 ซม. เหล็ก strand การอัดแรงบางส่วน
หลักการออกแบบคอนกรีตอัดแรงในระยะแรกมักจะพิจารณาระดับการอัดแรงเต็มที่ (full prestressing) กล่าวคือที่ระดับน้ำหนักบรรทุกปกติหน่วยแรงที่เกิดขึ้นเป็นเฉพาะหน่วยแรงอัด นโยบายการอัดแรงที่มีข้อเสียคือแรงอัดคานมีขนาดใหญ่ ทำให้ขนาดขององค์อาคารเพิ่มขึ้นเพื่อหน่วยงานแรงอัดจะต้องไม่สูงมากเกินไปด้วย นอกจากนี้คานอาจจะเกิดการโค้งงอเนื่องจากการอัดแรงมากเกินไปด้วย ในการใช้งานคานคอนกรีตอัดแรงเต็มที่อาจจะเกิดหน่วยแรงดึงบ้าง เช่น คานสะพานเมื่อมีน้ำหนักจราจรสูงมากซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว จะทำให้เกิดหน่วยแรงดึงขึ้นเป็นผลให้เกิดรอยแตกร้าว รอยร้าวนี้จะเปิดสนิทเมื่อน้ำหนักบรรทุกผ่านเลยไป ในเวลาต่อมาหลักการออกแบบอนุญาตให้องค์อาคารเกิดหน่วยแรงดังได้บ้าง นโยบายนี้ทำให้ขนาดของแรงอัดคานลดลงซึ่งเราเรียกว่า การอัดแรงบางส่วน (partial prestressing) โดยควบคุมให้หน่วยแรงดึงไม่สูงเกินไป หลักการอัดแรงบางส่วนนี้ทำให้ขนาดขององค์อาคารคอนกรีตอัดแรงลดลงได้ นอกจากนี้พฤติกรรมการแอ่นตัวก็ดีขึ้น ในบางกรณีข้อบัญญัติกำหนดให้ใช้เหล็กกล้าละมุนต้านทานหน่วยแรงดึงที่เกิดขึ้นดังนั้นการอัดแรงบางส่วนจึงเป็นมาตรการกลางระหว่างคอนกรีตซึ่งอัดแรงเต็มที่และคอนกรีตซึ่งอัดแรงเต็มที่และคอนกรีตเสริมเหล็กการเปรียบเทียบระหว่างคอนกรีตอัดแรงและคอนกรีตเสริมเหล็ก
ในการพิจารณาข้อดีและข้อเสียระหว่างคอนกรีตอัดแรงและคอนกรีตเสริมเหล็ก จะต้องพิจารณาเหล็กเกณฑ์ที่จะใช้เปรียบเทียบ ประการแรกคือวัสดุที่ใช้ในคอนกรีตอัดแรงเราจำเป็นต้องใช้เหล็กกำลังสูง ทั้งนี้เพื่อให้แรงอัดสุทธิหลังจากเกิดการสูญเสียแรงไปแล้ว ยังมีขนาดสูง เพราะนอกจากคอนกรีตกำลังสูงจะมีการคืบและการหดตัวน้อยกว่าคอนกรีตกำลังปกติแล้ว การใช้คอนกรีตกำลังสูงจำเป็นเพื่อต้านทานหน่วยแรงยึดเกาะสูงที่เกิดขึ้นขณะถ่ายแรงอัดในคานแบบดึงเหล็กก่อนหรือเพื่อต้านทานหน่วยแรงกดเนื่องจากอุปกรณ์ anchorage ขณะถ่ายแรงในคานแบบอัดแรงทีหลัง
ประการที่สองคือความปลอดภัย ในประเด็นของความปลอดภัยคอนกรีตอัดแรงมีระดับความปลอดภัยที่สภาวะประลัยใกล้เคียงกับคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบและมาตรฐานการควบคุมการก่อสร้าง อย่างไรก็ดีคอนกรีตอัดแรงอาจมีระดับความปลอดภัยที่สูงกว่าเล็กน้อย คอนกรีตอัดแรงเกิดการแอ่นตัวที่สภาวะประลัยมากว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสามารถขององค์อาคารที่จะดูดซึมพลังงานเจลน์ของน้ำหนักกระแทกอยู่ในระดับเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบคอนกรีตทั้งสองชนิด คอนกรีตอัดแรงมีความต้านทานต่อการผุกกร่อนดีกว่าเนื่องจากไม่มีรอยร้าวในช่วงน้ำหนักบรรทุกปกติ ในประเด็นความปลอดภัยเนื่องจากเพลิงไหม้ เหล็กกำลังสูงภายใต้หน่วยแรงดึงสูงจะเสียกำลังเมื่อถูกความร้อนมากกว่าเหล็กกล้าละมุนในคอนกรีตเสริมเหล็ก อย่างไรความหนาของคอนกรีตที่ห่อหุ้มเหล็กโดยเฉลี่ยจะหนากว่าในคอนกรีตอัดแรงเทียบกับคานคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งนี้เนื่องจากแนวเหล็ก tendon เป็นแนวโค้ง ในด้านการออกแบบการก่อสร้าง คอนกรีตอัดแรงต้องการ การวางแผนเกี่ยวกับการใช้สอยที่แน่นอน เช่น ตำแหน่งช่องเปิดของพื้นเพื่อการวางทอ จะต้องทราบตำแหน่งแน่นอน เพราะเมื่อการก่อสร้างทำสำเร็จแล้ว การเจาะพื้นใหม่จะทำได้ยากกว่าพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายอีกด้วยหาก tendon ชำรุดหรือแนวโค้งเปลี่ยนไปจากที่ออกแบบไว้ครั้งแรก
ประการที่สามเกี่ยวกับรูปร่างและการแอ่นตัว องค์อาคารคอนกรีตอัดแรงมีน้ำหนักเบา และความลึกของหน้าตัดน้อยเทียบกับคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีน้ำหนักบรรทุกเท่ากัน ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการก่อสร้างช่วงยาวซึ่งต้องการช่วงลอดสูง การแอ่นตัวสุทธิขององค์อาคารน้อยกว่าในคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้รูปร่างของหน้าตัดของคอนกรีตอัดแรงสามารถออกแบบให้เหมาะสมทางด้านสถาปัตยกรรมน้ำหนักบรรทุกบนโครงสร้าง
ในการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตอัดแรง วิศวกรจำเป็นต้องคำนวณน้ำหนักขององค์อาคาร และน้ำหนักบรรทุกจรที่กระทำต่อโครงสร้างเช่นเดียวกันโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงสร้างเหล็ก น้ำหนักขององค์อาคารคอนกรีตคำนวณจากน้ำหนักจำเพาะของคอนกรีตเท่ากับ 2400 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามปกติเราจะต้องกำหนดขนาดของหน้าตัดองค์อาคารซึ่งมีความแข็งแรงที่จะต้านทานน้ำหนักบรรทุกจร หลังจากการวิเคราะห์โครงสร้างจำเป็นต้องทบทวนขนาดหน้าตัดใหม่ให้เหมาะสม เกี่ยวกับน้ำหนักบรรทุกจรวิศวกรจะต้องพิจารณาประเภทของลักษณะการใช้สอยของโครงสร้าง น้ำหนักบรรทุกจรนี้กำหนดให้ข้อบัญญัติและมาตรฐานของการออกแบบต่าง ๆ มาตรฐานของ American National Standards Institute (ANSI) มาตรฐานของ American association of state Highway and Transportation Officials (AASHTO) ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ความปลอดภัยของโครงสร้าง
น้ำหนักบรรทุกปกติเนื่องจากน้ำหนักองค์อาคารและน้ำหนักบรรทุกจร ทำให้เกิดแรงภายในบนส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างและหน่วยแรงในวัสดุ ในการออกแบบส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างจะต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานแรงการะทำประลัยบนโครงสร้างจนถึงระดับหนึ่งทำให้วัสดุต้านทานหน่วยแรงที่เกิดขึ้นจนถึงกำลังสูงสุด เนื่องจากขนาดของแรงกระทำประลัยขึ้นอยู่กับโอกาสของการเกิดแรงนั้น ตามมาตรฐานการออกแบบ เช่น มาตรฐานการออกแบบอาคารของ American Concerte Institute จึงกำหนดระดับโหลดแฟคเตอร์ , U ซึ่งเป็นอัตราส่วนของแรงกระทำประลัยต่อแรงการะทำปกติบนโครงสร้าง
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
External Harddisk คืออะไร
ประโยชน์ของ External Harddisk นี้นอกจากเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีความจุสูง สามารถเก็บข้อมูลได้เยอะแล้ว ยังใช้เป็นฮาร์ดดิสก์เสริมให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้อีกด้วย เนื่องจากว่า External Harddisk ก็เสมือนเป็นฮาร์ดดิสกือีกตัวหนึ่ง เพราะเราสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการลงใน External Harddisk นี้ได้ อย่างในฮาร์ดดิสหลักที่ใกล้เต็มแล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช้าลง เราก็สามารถย้ายข้อมูลมาที่ External Harddisk ได้ ทำให้ปัญหาเครื่องอืดลดลง หรือบางคนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 32 bit แต่ต้องการใช้ โปรแกรมแบบ 64 bit ก็สามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ตัวนี้เสริมเข้าไป โดยให้โปรแกรมแบบ 64 bit ที่คุณต้องการ รัน บน External Harddisk แทน เท่านี้คุณก็สามารถใช้ โปรแกรมแบบ 64 bit ได้แล้ว โดยไม่ต้องซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่
external harddisk ที่ซื้อขายกันในตลาดก็ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆตามความสะดวก ก็คือ external harddisk แบบ PC กับ external harddisk แบบ notebook
1.external harddisk แบบ PC นั้นมีข้อดีที่ "มีราคาถูก" เมื่อเทียบกับอีกแบบ (ความจุเท่ากัน) แต่ก้อมีข้อเสียที่ขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับอีกแบบ
2.external harddisk แบบ notebook นั้นมีข้อดีตรงที่มีขนาดเล็ก และน้ำหนักน้อยกว่าแบบแรก จึงสามารถพกพาได้สะดวก แต่มีราคาที่แพงกว่าแบบแรก (ความจุเท่ากัน)
สำหรับขนาดของ External Harddisk ก็จะมีสองแบบด้วยกันคือแบบที่นำ Harddisk มาจากเดสก์ท็อป อันนี้จำเป็นจะต้องใช้เคสที่มีขนาดใหญ่กว่าเนื่องจากลูกจะใหญ่และจำเป็นจะ ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากภายนอกด้วย อีกอันจะเป็นการนำเอา Harddisk ของโน๊ตบุ๊ตมาใส่ผ่านแผงวงจร ไม่จำเป็นจะต้องใช้ไฟเลี้ยงจากภายนอกและมีขนาดเล็กกว่า พกพาสะดวก แต่มีราคาที่สูงกว่าแบบตัวใหญ่พอสมควร
ส่วนการเชื่อมต่อ ( Interface ) เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้สาย USB ต่อผ่านเข้าทาง Port USB โดยมักจะมีสาย USB จำนวน 2 เส้น โดยที่เส้นหนึ่งจะเป็นสายสำหรับรับไฟจาก Port USB บนเครื่องคอมพิวเตอร์มาจ่ายเป็นพลังงานให้กับวงจรควบคุม Harddisk ในกล่อง External Harddisk Box หรือ Case และตัว Harddisk ที่ติดตั้งอยู่ในกล่อง อีกเส้นหนึ่งจะเป็นช่องทางส่งผ่านข้อมูลเข้าและออก โดยจะเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















