วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

External Harddisk  คืออะไร




External Harddisk  คือ อุปกรณ์เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่สามารถพกพาหรือนำติดตัวไปยังสถานที่ต่างๆ เป็น harddisk แบบเดียว harddisk ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ต่างกันตรงที่ External Harddisk นี้ใช้เชื่อมต่อภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์  ส่วน Harddisk ทั่วไปนั้น อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้ Harddisk ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ มาติดตั้งในกล่องสำหรับใส่ Harddisk โดยจะมีแผงวงจรควบคุมการทำงานของ Harddisk ที่ติดตั้งอยู่ในกล่อง โดยคุณสามารถเลือกขนาดความจุของ Harddisk มาติดตั้งในกล่องนี้ได้ตามความต้องการ และชนิดของ Harddisk ที่จะนำมาติดตั้งในกล่องนี้ ต้องเลือกให้ถูกต้องกับประเภทของกล่องซึ่งจะมีอยู่ สองแบบ โดยทั่วไป คือ  IDE และ SATA แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มจะมีทั้ง e-SATA เข้ามาบ้างแล้ว รวมถึงเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูลล่าสุด USB 3.0 ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้
     ประโยชน์ของ External Harddisk  นี้นอกจากเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีความจุสูง สามารถเก็บข้อมูลได้เยอะแล้ว ยังใช้เป็นฮาร์ดดิสก์เสริมให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้อีกด้วย เนื่องจากว่า External Harddisk  ก็เสมือนเป็นฮาร์ดดิสกือีกตัวหนึ่ง เพราะเราสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการลงใน External Harddisk  นี้ได้  อย่างในฮาร์ดดิสหลักที่ใกล้เต็มแล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช้าลง เราก็สามารถย้ายข้อมูลมาที่ External Harddisk ได้ ทำให้ปัญหาเครื่องอืดลดลง หรือบางคนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 32 bit แต่ต้องการใช้ โปรแกรมแบบ 64 bit ก็สามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ตัวนี้เสริมเข้าไป โดยให้โปรแกรมแบบ 64 bit ที่คุณต้องการ รัน บน External Harddisk แทน เท่านี้คุณก็สามารถใช้ โปรแกรมแบบ 64 bit ได้แล้ว โดยไม่ต้องซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่
      external harddisk ที่ซื้อขายกันในตลาดก็ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆตามความสะดวก ก็คือ external harddisk แบบ PC กับ external harddisk แบบ notebook
      1.external harddisk แบบ PC นั้นมีข้อดีที่ "มีราคาถูก" เมื่อเทียบกับอีกแบบ (ความจุเท่ากัน) แต่ก้อมีข้อเสียที่ขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับอีกแบบ
      

      2.external harddisk แบบ notebook นั้นมีข้อดีตรงที่มีขนาดเล็ก และน้ำหนักน้อยกว่าแบบแรก จึงสามารถพกพาได้สะดวก แต่มีราคาที่แพงกว่าแบบแรก (ความจุเท่ากัน)

สำหรับขนาดของ External Harddisk ก็จะมีสองแบบด้วยกันคือแบบที่นำ Harddisk มาจากเดสก์ท็อป อันนี้จำเป็นจะต้องใช้เคสที่มีขนาดใหญ่กว่าเนื่องจากลูกจะใหญ่และจำเป็นจะ ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากภายนอกด้วย อีกอันจะเป็นการนำเอา Harddisk ของโน๊ตบุ๊ตมาใส่ผ่านแผงวงจร ไม่จำเป็นจะต้องใช้ไฟเลี้ยงจากภายนอกและมีขนาดเล็กกว่า พกพาสะดวก แต่มีราคาที่สูงกว่าแบบตัวใหญ่พอสมควร

ส่วนการเชื่อมต่อ ( Interface ) เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้สาย USB ต่อผ่านเข้าทาง Port USB โดยมักจะมีสาย USB จำนวน 2 เส้น โดยที่เส้นหนึ่งจะเป็นสายสำหรับรับไฟจาก Port USB บนเครื่องคอมพิวเตอร์มาจ่ายเป็นพลังงานให้กับวงจรควบคุม Harddisk ในกล่อง External Harddisk Box หรือ Case และตัว Harddisk ที่ติดตั้งอยู่ในกล่อง  อีกเส้นหนึ่งจะเป็นช่องทางส่งผ่านข้อมูลเข้าและออก โดยจะเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน




วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วิธีการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังทีวี HDMI


วิธีการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังทีวี HDMI

การติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณพอร์ต HDMI บนจอโทรทัศน์ความละเอียดสูงของคุณช่วยให้คุณสามารถดูเนื้อหาของคอมพิวเตอร์ของคุณที่มีขนาดใหญ่หน้าจอคมชัด นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของเครื่องพีซีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อชมภาพยนตร์สตรีมมิ่งและโทรทัศน์แสดงให้เห็นบนหน้าจอขนาดใหญ่ของคุณ



  • 1
    ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณและตรวจสอบด้านหลังของตัวเครื่อง หาสายที่มาจากจอคอมพิวเตอร์และทำตามมันไปที่ด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ สายเคเบิลจะเสียบเข้ากับการส่งออกของการ์ดซึ่งจะเป็นได้ทั้งพอร์ต VGA 15 ขาหรือพอร์ต DVI 29 พิน ถ้าคุณโชคดีจะมีพอร์ตที่สองโดยตรงถัดไปของทั้ง DVI หรือ VGA ความหลากหลาย ส่วนใหญ่ใหม่เดสก์ทอปและแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ควรจะมีพอร์ต HDMI เช่นกัน
  • 2
    เลือกการเชื่อมต่อสำหรับการแสดงผลวิดีโอ หากคอมพิวเตอร์ของคุณมีพอร์ต HDMI คุณสามารถเชื่อมต่อสาย HDMI ของความยาวที่ถูกต้องระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ มิฉะนั้นคุณจะต้องทำให้การตัดสินใจไม่กี่ หากคอมพิวเตอร์ของคุณมีเพียงการส่งออกวิดีโอที่เดียวและจะไม่ถูกนำมาใช้ แต่เพียงผู้เดียวกับโทรทัศน์, คุณอาจต้องการที่จะลงทุนในการ์ดใหม่ ซื้อหนึ่งที่มีทั้ง DVI หรือ HDMI ออกและติดตั้งในช่องที่มีอยู่ตามคำแนะนำที่มาพร้อมกับมัน ถ้าพอร์ตเอาท์พุทที่คุณเลือกเป็น DVI, DVI ที่ไม่แพงเพื่อสาย HDMI สามารถแปลงการส่งออกคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นอินพุต HDMI ที่เหมาะสมสำหรับทีวีของคุณ ถ้าคุณตั้งใจจะใช้เอาท์พุท VGA ที่เดียวหรือสองเอาท์พุทเอาท์พุทการ์ดที่จะขับรถจอแสดงผล HDMI แล้วอุปกรณ์พิเศษจะต้องแปลงระหว่างรูปแบบ เนื่องจากราคาของแปลงเป็นเรื่องเดียวกันในฐานะที่เป็นการ์ดระดับเริ่มต้นที่จะง่ายต่อการใช้งานร่วมกับทีวีของคุณคุณอาจต้องการที่จะเพียงแค่เลือกใช้การ์ดจอใหม่
  • เชื่อมต่อสาย HDMI จากโทรทัศน์ของคุณกับคอมพิวเตอร์ของคุณ ติดตั้งอะแดปเตอร์ที่ถูกต้องหรือแปลงสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณในกรณีที่จำเป็น ยกเว้นในกรณีที่คอมพิวเตอร์ของคุณมีช่องต่อ HDMI, สายยังจะต้องมีการเชื่อมต่อจากเอาท์พุทการ์ดเสียงที่จะสายวิดีโอ HDMI หรืออะแดปเตอร์เพราะ HDMI ดำเนินสัญญาณทั้งภาพและเสียง
  • 4
    บูตเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณและเข้าสู่ระบบ Windows กด "ของ Windows-C" คลิก "ตั้งค่า" และเลือก "Control Panel". คลิกที่ "แสดง" ไอคอนแล้วคลิก "เปลี่ยนการตั้งค่าการแสดงผล". คู่มือสำหรับ HDMI ทีวีของคุณจะแสดงความละเอียดหน้าจอจะสนับสนุนพร้อมกับอัตราการรีเฟรช กำหนดค่าความละเอียดใน "หน้าจอความละเอียดหน้าต่าง" แล้วคลิกปุ่ม "Advanced" เพื่อกำหนดอัตราการรีเฟรช ถ้าคุณกำลังใช้ HDMI ทีวีเป็นจอที่สองคุณยังจะต้องกำหนดค่าวิธีการที่จะนำมาใช้โดย Windows เลือก "ซ้ำแสดงเหล่านี้" ในหน้าต่างความละเอียดหน้าจอที่จะมีหน้าจอทั้งแสดงเนื้อหาเดียวกัน หรือเลือก "เดสก์ท็ขยาย" โหมดเพื่อให้แต่ละจอจะทำงานได้อย่างอิสระ
  • 5
    รีบูตเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อใช้การเปลี่ยนแปลงในกรณีที่จำเป็นและเตรียมความพร้อมที่จะผ่อนคลายบนโซฟาของคุณและดูเนื้อหาของคอมพิวเตอร์ในทีวี HDMI หน้าจอขนาดใหญ่
  • HDTV

    HDTV

    ย่อมาจาก "High Definition โทรทัศน์พ". HDTV เป็นมาตรฐานวิดีโอคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นเพื่อแทนที่รูปแบบวิดีโอเก่าที่มักเรียกกันว่า SDTV (โทรทัศน์ความละเอียดมาตรฐาน) ในขณะที่คุณภาพของวิดีโอ HDTV เป็นหนึ่งในการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดกว่า SDTV, HDTV รวมถึงจำนวนของการปรับปรุงที่สำคัญอื่น ๆ เช่นกัน
    ครั้งแรกของทุกสัญญาณ HDTV เป็นดิจิตอล แทนสัญญาณอะนาล็อกที่ใช้โดยออกอากาศ NTSC แบบ HDTV อยู่เสมอดิจิตอล นี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนอนาล็อกที่เกิดเป็นกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก ประการที่สอง HDTV ใช้อัตราส่วนที่แตกต่างกันกว่า SDTV ในขณะที่ออกอากาศก่อนหน้านี้ใช้อัตราส่วน 4: 3 (4 หน่วยกว้างสำหรับทุก 3 หน่วยสูง) HDTV ใช้อัตราส่วนของ 16: 9 อัตราส่วนกว้างขึ้นนี้อย่างใกล้ชิด emulates ว่ามนุษย์เห็นโลกที่ทำให้ภาพที่ปรากฏจริงมากขึ้น อัตราส่วนนี้ยังเป็นที่ดีสำหรับการชมภาพยนตร์แบบไวด์สกรีนที่ได้รับการบันทึกไว้ในแบบไวด์สกรีนด้วยเหตุผลเดียวกัน
    จริงที่ชื่อของโทรทัศน์ความละเอียดสูงมีความละเอียดสูงกว่าวิดีโอความละเอียดมาตรฐาน ในขณะที่ออกอากาศแบบอนาล็อกทั่วไปในสหรัฐอเมริกามีสูงสุด 525 เส้นแนวนอนความละเอียดของสัญญาณ HDTV รองรับได้ถึง 1080 สามรูปแบบที่ใช้โดย HDTV เป็น 1080i ( interlaced ) และ 720p และ 1080p ( ความก้าวหน้า ) HDTV ของความละเอียดสูงให้ภาพที่มีความละเอียดมากและมีรายละเอียดมากขึ้นและสีมากกว่ารูปแบบก่อนหน้านี้ HDTV นอกจากนี้ยังมีสัญญาณเสียงดิจิตอลที่มีคุณภาพสูงขึ้นกว่า SDTV และสนับสนุนได้ถึงหกช่องเสียงเมื่อเทียบกับสองช่องทางที่ได้รับอนุญาตก่อนหน้านี้
    ดู HDTV คุณต้องโทรทัศน์ HDTV ที่เข้ากันได้และวิธีการรับสัญญาณ HDTV HDTVs มาในทั้ง 16: 9 และ 4: 3 รูปแบบ (ความเข้ากันได้ย้อนกลับ) HDTVs บางอย่างรวมถึงจูน HDTV ได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอากาศ แต่คนอื่น ๆ ต้องใช้เครื่องรับสัญญาณที่จะซื้อแยก โชคดีที่ส่วนใหญ่เคเบิลและทีวีดาวเทียมที่ บริษัท มีกล่อง HDTV-เข้ากันได้กับแผนการบริการดิจิตอลของพวกเขา

    HDMI

    HDMI

    ย่อมาจาก "High-Definition Multimedia Interface". HDMI เป็นดิจิตอลอินเตอร์เฟซสำหรับการส่งข้อมูลเสียงและวิดีโอในสายเดียว ได้รับการสนับสนุนโดยส่วนใหญ่HDTVsและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นDVDและBlu-rayเครื่องเล่นกล่องสายเคเบิลและระบบวิดีโอเกม
    ในขณะที่ประเภทอื่น ๆ ของ A / V การเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลต้องแยกต่างหากสำหรับข้อมูลเสียงและวิดีโอ HDMI ถือเสียงและวิดีโอสตรีมด้วยกันอย่างมากขจัดปัญหาสายพันกัน ตัวอย่างเช่นการเชื่อมต่อสายเป็นส่วนประกอบต้องสามสายสำหรับวิดีโอและสองสำหรับเสียงรวมห้าสายในทุก ข้อมูลเดียวกันสามารถส่งโดยใช้สาย HDMI หนึ่ง
    เพราะ HDMI เป็นดิจิตอลเชื่อมต่อสาย HDMI มีน้อยแนวโน้มที่จะรบกวนและเสียงสัญญาณกว่าอะนาล็อกสาย นอกจากนี้เนื่องจากส่วนประกอบมากที่สุดเช่นเครื่องเล่นดีวีดีและกล่องเคเบิลแบบดิจิทัลประมวลผลข้อมูลดิจิทัลโดยใช้ HDMI ช่วยขจัดอนาล็อกเพื่อการแปลงดิจิตอลเชื่อมต่ออื่น ๆ จำเป็นต้องใช้ ดังนั้น HDMI มักจะผลิตภาพที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดและเสียงเมื่อเทียบกับประเภทอื่น ๆ ของการเชื่อมต่อ
    สาย HDMI โดยทั่วไปจะมีราคาแพงกว่าสายอะนาล็อกส่วนใหญ่เพราะพวกเขาเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการผลิต แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจำว่าด้วย HDMI คุณไม่จำเป็นต้องซื้อแยกต่างหากสายเสียงและวิดีโอ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อทั้งหมดวัตถุประสงค์เดียวเพียงอย่างเดียวอาจจะคุ้มค่าความแตกต่างกับผู้ที่ไม่ชอบจัดการกับสายทำให้เกิดความสับสนและการเชื่อมต่อ เพียงจำไว้ว่าก่อนที่จะซื้อสาย HDMI ให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่คุณกำลังเชื่อมต่อ HDMI มีการเชื่อมต่อที่มีอยู่

    วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

    ผิวโดนแมลงน้ำกรด


    แมลงก้นกระดก แมลงน้ำกรด ภัยร้ายยามค่ำคืน มารู้จักกับแมลง แมลงก้นกระดก แมลงน้ำกรด (Paederus fuscipes) ภัยร้ายยามค่ำคืนกัน เจ้าแมลงก้นกระดก หรือ แมลงน้ำกรด นัน้เป็นแมลงขนาดเล็กประมาณ 1 ซม. หัวมีสีดำ ท้องมีสีส้ม แมลงชนิดนี้มักจะงอส่วนท้ายเมื่อเกาะอยู่กับพื้น จึงมักเรียกว่า “แมลงก้นกระดก” มักอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน โดยเฉพาะจะมีมากในช่วงปลายฤดูฝน แมลงชนิดนี้จะปล่อยสาร Pederin ออกมาทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของผู้ที่สัมผัสโดน

     โดยความรุนแรงจะขึ้นกับความเข้มข้นของสาร Pederin ที่สัมผัสโดน ซึ่งอาการจะยังไม่เกิดทันทีที่

    สัมผัส แต่จะเริ่มเกิดผื่นและอาการแสบ เมื่อผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง หลังการสัมผัส
     ต่อมาจะเกิดเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน หรือรอยไหม้ลักษณะเป็นทางยาว อันเกิดจากการปัดด้วยมือ นอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมที่บริเวณผื่นเดิม

     ทำให้ผื่นหายช้าลงและอาจลุกลามจนมีโอกาสเกิดแผลเป็นหลังจากผื่นหายแล้วได้ ยังไงก็ระมัดระวังกันให้ดี เพราะมักจะพบเจอได้บ่อยที่ตามบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก่อนนอนก็อย่าลืมปัดที่หลับที่นอนใด้ดีก่อนเข้านอนกันด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยจาก แมลงก้นกระดก แมลงน้ำกรด ภัยร้ายยามหลับ

    ลมพิษ..



    มลพิษทุกวันนี้มีมากขึ้นทำให้โรคผิวหนังเป็นโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ thai-health.net ขอเสนอโรคลมพิษ เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นนูนแดง ไม่มีขุย มีอาการคัน เมื่อเกาหรือลูบ ผื่นจะยิ่งขึ้นตามมา เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ผื่นมักจะเป็นอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ก็จะยุบไปเอง

    ลมพิษ
    ลมพิษเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของ หลอดเลือดในชั้นหนังแท้ ต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอก และภายในร่างกาย เช่น อาหาร ยา เชื้อโรค และสภาวะทางฟิสิกส์ อาการของผื่นลมพิษเกิดขึ้น เมื่อร่างกายผู้ป่วยได้รับสิ่ง ที่ตัวเองแพ้เข้าสู่ผิวหนัง โดยการรับประทาน สัมผัส หรือโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เข้าใต้ผิวหนัง หรือเข้าหลอดเลือด สิ่งกระตุ้นที่ผู้ป่วย จะทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว สารน้ำในหลอดเลือด จะซึมออกนอกหลอดเลือด เกิดอาการแดง บวม ร้อน คัน บางครั้งอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วยได้ ถ้าการขยายตัวของหลอดเลือด เกิดในหนังแท้ส่วนบนๆ อาการบวม แดง ร้อน จะเห็นชัดเจนเรียกลมพิษชนิดตื้น (Urticari) ถ้าการขยายตัวของหลอดเลือด เกิดในส่วนลึกของหนังแท้ อาการแดงมักเห็นไม่ชัดเจน แต่จะพบอาการบวมมากกว่าเรียก ลมพิษชนิดลึก (Angioedem)

    ผื่นลมพิษชนิดตื้น เกิดบริเวณใดของผิวหนังก็ได้ มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร จนถึงขนาด 20 เซนติเมตร ผื่นมีหลายรูปแบบเช่น กลม รี วงแหวน วงแหวนหลายๆ วงมาต่อกัน หรือเป็นรูปแผนที่ ผื่นลมพิษชนิดลึก มักเกิดบริเวณรอบตา ปาก ปลายแขน รายที่เป็นรุนแรงจะบวมมาก โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และลำคอ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนว่า ผู้ป่วยอาจเกิดอันตราย จากการอุดตันของทางเดินลมหายใจ ถ้าผู้ป่วยมีอาการแน่น หายใจไม่สะดวก ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อรับการรักษา

    ลักษณะอาการของผื่นลมพิษ
    มีลักษณะสำคัญ คือ อาการบวม แดงที่ผิวหนังแต่ละตำแหน่ง เป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชม. ก็จะยุบไป แต่จะไปเกิดบริเวณอื่นของผิวหนังได้ มี 2 ชนิด คือ

    1.ลมพิษชนิดฉับพลัน คือ ผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรง ลมพิษชนิดนี้หายไปภายใน 6 สัปดาห์ แตกต่างจากลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ อาการของโรคเพิ่งเกิดขึ้น ผู้ป่วยจึงสามารถบอกถึง ความสัมพันธ์ของผื่นลมพิษกับสาเหตุของโรคได้ โรคติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เป็นสาเหตุของลมพิษชนิดฉับพลันที่พบบ่อย อาการผื่นลมพิษ อาจนำหน้าอาการไอเจ็บคอ ท้องเดิน ที่เกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย หรือเกิดภายหลังอาการดังกล่าวก็ได้ แต่มักอยู่ในระยะ 2 สัปดาห์ หลังเกิดอาการ และลมพิษชนิดเรื้อรังได้ และที่แตกต่างอีกประการหนึ่ง ของผู้ที่เป็นโรคลมพิษเฉียบพลัน คือ มักพบความสัมพันธ์ชัดเจน กับสารเคมีที่เป็นสาเหตุ เช่น ยา หรืออาหารที่ผู้ป่วยรับประทาน ซึ่งผู้ป่วยมักจะได้สารเคมีนั้นในระยะ 2 สัปดาห์เกิดผื่น

    2.ลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ ผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รุนแรง ผื่นจะขึ้นๆ ยุบๆ เป็นอยู่นานเกิน 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่หาสาเหตุไม่ได้ ผู้ป่วยจึงมีอาการผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

    สาเหตุของลมพิษ

    1.เกิดจากเชื้อโรค ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ เป็นสาเหตุของลมพิษที่พบบ่อย เชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายทางใดก็ได้ เช่น ทางเดินอาหาร ทางเดินลมหายใจ ทางเดินปัสสาวะและผิวหนัง

    2.สารเคมี ที่สำคัญคือ อาหารและยา ที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ก่อนเกิดผื่นลมพิษ ปัจจุบันสารเคมี อาจปนเปื้อนมากับอาหารที่รับประทาน โดยไม่สามารถทราบได้เลย ตัวอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะที่ตกค้างอยู่ในเนื้อไก่ เนื้อปลา ยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นต้น จึงเป็นการยากที่จะจับสาเหตุ ของลมพิษในผู้ป่วยทุกรายได้

    3.สภาวะทางฟิสิกส์ เช่น ความร้อน ความเย็น แสงแดด เป็นสาเหตุสำคัญของผื่นลมพิษได้เช่นกัน

    การดูแลรักษาผู้ป่วยลมพิษ

    •หลีกเลี่ยง หรือกำจัดสาเหตุของผื่นลมพิษ ถ้าสามารถทำได้ ผู้ป่วยจะหายขาดจากโรคลมพิษ วิธีกำจัดสาเหตุของลมพิษให้ปฏิบัติ ดังนี้

    1.ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อเป็นการขับสารพิษ ที่เป็นต้นเหตุของผื่นลมพิษออกไปทางไต และควรระวัง ไม่ให้ท้องผูก เพื่อเป็นการกำจัดของเสียออกทางอุจจาระ

    2.หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของลมพิษ ได้แก่ อาหารทะเล อาหารหมักดอง อาหารที่มียากันบูด อาหารกระป๋อง ถั่ว เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู เพราะอาจมียาปฏิชีวนะตกค้างอยู่ในเนื้อ นอกจากนี้ ผักผลไม้ที่รับประทานควรแช่น้ำ และล้างให้สะอาด เพื่อกำจัดยาฆ่าแมลง และสารเคมีที่ปนเปื้อนบนผิว หรือเปลือกผลไม้

    •กรณีที่ไม่ทราบสาเหตุของผื่นลมพิษ หรือทราบสาเหตุแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้ผู้ป่วยรับประทานยาแก้แพ้ ได้แก่ ยาต้านฮิสตามีน ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่ม ดังนี้

    1.ยาต้านฮิสตามีนชนิดทำให้ง่วงน้อย ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กดอาการลมพิษได้ดี ทำให้ง่วงนอน แต่ราคาแพง ได้แก่ Astemizole, Loratadine เป็นต้น

    2.ยาต้านฮิสตามีนชนิดที่ทำให้ง่วงซึม มีฤทธิ์กดอาการผื่นคันดีมาก ข้อจำกัดของยากลุ่มนี้คือ อาการง่วงนอน ซึ่งพบบ่อยกว่ายากลุ่มแรก ยากลุ่มนี้มีหลายชนิดเช่น Chlorpheniramine, Brompheniramine เป็นต้น

    กรณีที่เป็นลมพิษเรื้อรัง หาสาเหตุไม่ได้ ควรรับประทานยาต้านฮิสตามีน เพื่อคุมอาการของลมพิษให้สงบ ติดต่อกันนาน 2-4 สัปดาห์ ขนาดของยาต้านฮิสตามีน ที่จะใช้การคุมอาการลมพิษ จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน การรับประทานยาต้านฮิสตามีนในระยะยาว ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และกรณีที่ผื่นลมพิษรุนแรง รวมกับอาการแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป


    วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

    ชะอม


    ชื่อที่เรียก
    ต้นชะอม
    ชื่ออื่นๆ
    ต้นชะอม
    หมวดหมู่ทรัพยากร
    พืช
    ลักษณะ
    ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม แต่เคยมีพบชะอมในป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ วัดเส้นรอบวงของลำต้นได้ 1.2 เมตร ไม้ชะอมที่ปลูกตามบ้าน จะพบในลักษณะไม้พุ่ม และ เจ้าของมักตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกยอดไม่สูงเกินไป จะได้ เก็บยอดได้สะดวก ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่  2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อย

    ประโยชน์
    ยาขับลมชั้นดีระดับหนึ่ง แต่ในด้านลบ ผมคุ้นๆ ว่าชะอมจะมีกรดยูลิคอยู่สูง ซึ่งจะมีผลเสียต่อไขข้อกระดูก จนอาจส่งผลเป็นโรคเก๊าได้ในวัยสูงอายุ สำหรับ ดอกแค คุ้นๆ ว่าจะมีประโยชน์กับเม็ดเลือด แต่ที่แน่ๆ คือ กากใยอาหารครับ ดูแลรักษากระเพาะได้เป็นอย่างดี

    แหล่งที่พบ
    โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" หลังอาคาร4
    ตำบล
    บางทราย
    อำเภอ
    เมืองชลบุรี
    จังหวัด
    ชลบุรี
    ชื่อสามัญ
    ชะอม
    ชื่อวิทยาศาสตร์
    Acacia Pennata (L.) Willd.Subsp.InsuavisNielsen
    ชื่อวงศ์
    LEGUMINOSAE
    แหล่งที่มาของข้อมูล
    http://www.skb.ac.th/~botanical/
    ต้นชะอม เป็นไม่พุ่มขนาดย่อม จัดอยู่ในวงศ์ ลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม ส่วนลักษณะของใบชะอม เป็นใบประกอบสีเขียวขนาดเล็ก มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ มีลักษณะคล้ายกับใบส้มป่อยหรือใบกระถิน ใบอ่อนจะมีกลิ่นฉุน ใบย่อยมีขนาดเล็กออกตรงข้ามกัน คล้ายรูปรีประมาณ 13-28 คู่ ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ ใบย่อยจะหุบในเวลาเย็น และแผ่ออกเพื่อรับแสงในช่วงกลางวัน ส่วนดอกชะอม มีขนาดเล็กออกตามซอกใบ มีสีขาวถึงขาวนวล

    วิธีการปลูกชะอม ปลูกโดย การปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการโน้มกิ่งลงดิน โดยไม่ต้องต่อตาหรือชำกิ่ง การปลูกผักชะอมส่วนมากจะใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นที่แข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีหนามหนากว่าการปลูกด้วยวิธีอื่น

    การปลูกชะอม ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด โดยนำมาเมล็ดชะอมมาใส่ถุงพลาสติก รดน้ำวันละครั้ง เมื่อเมล็ดงอกก็ให้ทำการย้ายลงดิน โดยปลูกห่างหันประมาณ 1 เมตร และให้ปุ๋ยสดหรือมูลสัตว์ในการบำรุงต้น ถ้าปลูกในฤดูร้อนแล้วหมั่นรดน้ำจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกในฤดูฝน เพราะเมล็ดชะอมมีโอกาสเน่าได้สูง ผักชะอม ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีโรคและแมลงศัตรูพืชมารบกวนเท่าไหร่ หากพบก็ใช้ปูนขาวโรยไว้รอบโคนต้น แต่ถ้าเป็นแมลงมีหนอนกินยอดชะอมก็ให้ใช้ยาฆ่าแมลงฉีดทุกๆ 8 วัน การเก็บยอดชะอม ควรเก็บให้เลือกยอดไว้ 3-4 ยอดเพื่อให้ต้นได้โต เพื่อความปลอดภัยควรเก็บหลังจากการฉีดยาฆ่าแมลงแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวจากต้นที่ปลูกกิ่งตอนได้ 10-15 วัน และตัดยอดขายได้ทุกๆ 2 วัน
    ประโยชน์ของชะอม

    ประโยชน์ชะอมช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีวิตามินเอสูง
    สรรพคุณของชะอม ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกายได้
    ผักรสมันอย่างชะอม มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ
    ชะอม สรรพคุณช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
    รากชะอมนำมาฝนกินช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้
    สรรพคุณชะอมมีส่วนช่วยบำรุงเส้นเอ็น
    ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง
    ประโยชน์ของชะอม ช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสีย แตกปลาย ด้วยสูตรน้ำชะอมหมักผม เพียงแค่นำใบชะอมประมาณ 1 กำมือมาต้มกับน้ำเปล่า 3 ถ้วย จนได้น้ำชะอมเข้มข้นกรองเอาแต่น้ำ เมื่อสระผมเสร็จให้นำมาผ้าขนหนูมาชุบน้ำชะอมที่เตรียมไว้ บิดพอหมาด นำมาเช็ดผมให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผมแห้งๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
    ชะอม ประโยชน์นำมาทำเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายเมนู เมนูชะอม เช่น ไข่ชะอม ไข่ทอดชะอม ชะอมชุบไข่ แกงส้มชะอมกุ้ง แกงส้มชะอมไข่ นำมาลวกหรือนึ่งใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก น้ำพริกกะปิ รับประทานร่วมกับส้มตำมะม่วง ตำส้มโอ หรือจะนำไปปรุงเป็นแกงรวมกับปลา เนื้อ ไก่ กบ เขียด หรือต้มเป็นอ่อม ทำแกงลาว แกงแค เป็นต้น

    คุณค่าทางโภชนาการของยอดชะอม 100 กรัม

    พลังงาน 57 กิโลแคลอรี่
    เส้นใยอาหาร 5.7 กรัม
    ธาตุแคลเซียม 58 มิลลิกรัม
    ธาตุฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม
    ธาตุเหล็ก 4.1 มิลลิกรัม
    วิตามินเอ 10066 IU
    วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม
    วิตามินบี2 0.25 มิลลิกรัม
    วิตามินบี3 1.5 มิลลิกรัม
    วิตามินซี 58 มิลลิกรัม
    โทษของชะอม

    สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีบุตรอ่อน ไม่ควรรับประทานผักชะอม เพราะจะทำให้น้ำนมแม่แห้งได้
    ผักชะอม สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน จะแพ้กลิ่นของผักชนิดนี้อย่างมาก ดังนั้นควรอยู่ห่างๆ
    การรับประทานผักชะอมในหน้าฝน อาจจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดท้องได้ (ปกตินิยมรับประทานผักชะอมหน้าร้อน)
    กรดยูริกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งเกิดมาจากสารพิวรีน (Purine) โดยผักชะอมนั้นก็มีสารพิวรีนในระดับปานกลางถึงระดับสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด หากเป็นมากก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ปวดกระดูกได้
    อาจพบเชื้อก่อโรคอย่าง ซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถพบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อากาศ เมื่อเรานำผักชะอมที่ปนเปื้อนสารชนิดนี้มาประกอบอาหารโดยไม่ล้างทำความสะอาดหลายๆครั้ง หรือไม่นำมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อชนิดได้ โดยผู้ที่ได้รับเชื้อชนิดอาจจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำสีเสียว หรือถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน มีไข้ เป็นต้น